หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี >อ.สิรินธร >ต.คำเขื่อนแก้ว > เขื่อนแก่งตะนะ
TL;DR: เขื่อนแก่งตะนะ อยู่ที่อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ อำเภอโขงเจียมและอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 16.30 น.
เขื่อนแก่งตะนะ

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 16.30 น.
เขื่อนแก่งตะนะ จังหวัดอุบลราชธานี คือแนวโขดหินธรรมชาติขนาดใหญ่ในลำน้ำมูล ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ไม่ใช่เขื่อนคอนกรีตหรือเขื่อนผลิตไฟฟ้าแบบที่พบในเขื่อนสิรินธรหรือเขื่อนปากมูล แต่เป็นแก่งหินธรรมชาติที่ทำหน้าที่เหมือนแนวสันหินกั้นและบังคับทิศทางกระแสน้ำมูล ทำให้เกิดสายน้ำไหลเชี่ยว เกาะแก่ง โขดหินทราย และภูมิทัศน์ริมแม่น้ำที่มีเอกลักษณ์สูง จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คือกระแสน้ำมูลที่ไหลผ่านโขดหินกลางลำน้ำ ดอนตะนะที่แบ่งลำน้ำออกเป็น 2 สาย สะพานแขวนที่เชื่อมฝั่งที่ทำการอุทยานฯ กับดอนตะนะ และธรรมชาติริมน้ำที่ทำให้แก่งตะนะเป็นหนึ่งในพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติสำคัญของอำเภอโขงเจียมและอำเภอสิรินธร
สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจแก่งตะนะอย่างรวดเร็ว สถานที่นี้คือจุดชมแก่งหินธรรมชาติริมแม่น้ำมูลที่เหมาะกับการเดินชมวิว ถ่ายภาพ ศึกษาธรรมชาติ ชมสะพานแขวน เรียนรู้ประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำมูล และเชื่อมเส้นทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของอุบลราชธานี เช่น เขื่อนปากมูล แม่น้ำสองสี อุทยานแห่งชาติผาแต้ม วัดถ้ำคูหาสวรรค์ และอำเภอโขงเจียม แก่งตะนะเหมาะกับทั้งคนไทยที่ต้องการเที่ยวธรรมชาติใกล้แม่น้ำ และชาวต่างชาติที่ต้องการเห็นภูมิประเทศแบบอีสานใต้ซึ่งแม่น้ำ โขดหิน ป่าเต็งรัง และวิถีชุมชนริมมูลเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน
คำว่า “เขื่อนแก่งตะนะ” ในบริบทของการท่องเที่ยวท้องถิ่นหมายถึงแนวแก่งหินธรรมชาติที่กั้นลำน้ำมูลและทำให้กระแสน้ำไหลผ่านโขดหินอย่างรุนแรงในบางฤดูกาล ความพิเศษอยู่ที่ลักษณะทางธรณีของหินทรายซึ่งถูกน้ำกัดเซาะจนเกิดแอ่ง หลุม ร่องน้ำ และลานหินกว้าง เมื่อระดับน้ำลดลงจะเห็นโขดหินได้ชัดขึ้น ส่วนช่วงน้ำมากจะเห็นพลังของสายน้ำที่ไหลผ่านแก่งอย่างต่อเนื่อง ภาพทั้ง 2 แบบให้ความรู้สึกต่างกัน แต่สะท้อนพลังของแม่น้ำมูลได้ดีพอ ๆ กัน
อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 33 ของประเทศไทย มีพื้นที่ประมาณ 50,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ในอำเภอโขงเจียมและอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและเนินเขาเตี้ย มีแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขงเป็นระบบน้ำสำคัญ สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าแพะหรือป่าแดง ลักษณะไม้หลายพื้นที่แคระแกรนตามธรรมชาติของภูมิประเทศอีสานใต้ แต่บริเวณริมห้วยและพื้นที่ชุ่มน้ำจะมีพืชพรรณหนาแน่นมากขึ้น ทำให้พื้นที่อุทยานฯ มีทั้งภูมิทัศน์ลำน้ำ ป่าโปร่ง ลานหิน น้ำตก ถ้ำ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์อยู่ในเขตเดียวกัน
แก่งตะนะได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูล บริเวณแก่งตะนะ ซึ่งถือเป็นหัวใจของพื้นที่ท่องเที่ยวทั้งหมด จุดนี้เป็นตำแหน่งที่ผู้มาเยือนสามารถชมโขดหิน กระแสน้ำ ดอนตะนะ สะพานแขวน และบรรยากาศแม่น้ำมูลได้ในระยะใกล้ การมาเที่ยวแก่งตะนะจึงไม่ใช่เพียงการมาดูน้ำไหลผ่านหิน แต่เป็นการสัมผัสภูมิประเทศที่ทำให้เข้าใจว่าแม่น้ำมูลมีบทบาทต่อชีวิตและประวัติศาสตร์ของพื้นที่โขงเจียมอย่างไร
ลักษณะเด่นที่สุดของแก่งตะนะคือโขดหินทรายขนาดใหญ่กลางลำน้ำมูล หินเหล่านี้ทำให้ลำน้ำเกิดความคดเคี้ยวและมีระดับความเร็วของน้ำต่างกันในแต่ละช่วง บางจุดเป็นลานหินเรียบ บางจุดเป็นร่องน้ำลึก บางจุดเกิดเป็นฟองน้ำสีขาวเมื่อกระแสน้ำไหลกระทบหิน ภาพเหล่านี้ทำให้แก่งตะนะมีพลังทางสายตาสูง โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและหลังฝนตก เมื่อแม่น้ำมูลมีปริมาณน้ำมาก กระแสน้ำจะไหลแรงและทำให้แก่งดูมีชีวิตชีวา
ในช่วงฤดูแล้งหรือช่วงที่ระดับน้ำลดลง แก่งตะนะจะเผยให้เห็นโขดหินและลานหินมากขึ้น ผู้มาเยือนสามารถมองเห็นรายละเอียดของผิวหิน รอยน้ำกัดเซาะ และรูปทรงแปลกตาที่เกิดจากธรรมชาติได้ชัดเจน ช่วงนี้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพภูมิประเทศและการศึกษาโครงสร้างของแก่ง ส่วนช่วงน้ำมากเหมาะกับการชมพลังของสายน้ำจากจุดปลอดภัย ทั้ง 2 ฤดูกาลมีเสน่ห์แตกต่างกัน ทำให้แก่งตะนะเป็นสถานที่ที่สามารถกลับมาเที่ยวซ้ำได้โดยให้ภาพจำไม่เหมือนเดิม
ดอนตะนะเป็นอีกจุดสำคัญภายในพื้นที่แก่งตะนะ ดอนแห่งนี้เป็นเกาะกลางลำน้ำมูลที่ทำให้ลำน้ำแยกออกเป็น 2 สาย มีพื้นที่ประมาณ 225 ไร่ สภาพพื้นที่เป็นป่าดิบแล้ง มีหาดทรายทางตอนเหนือของเกาะสำหรับพักผ่อนในบางช่วงฤดูกาล การมีดอนตะนะกลางลำน้ำช่วยเพิ่มมิติให้แก่งตะนะ เพราะผู้มาเยือนไม่ได้เห็นเพียงแก่งหิน แต่ยังเห็นเกาะกลางน้ำที่มีป่าและระบบนิเวศของตัวเอง ดอนตะนะจึงเป็นพื้นที่ที่สะท้อนความซับซ้อนของภูมิประเทศริมแม่น้ำมูลได้อย่างชัดเจน
สะพานแขวนแก่งตะนะเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพสำคัญของอุทยานฯ สะพานนี้เชื่อมฝั่งที่ทำการอุทยานแห่งชาติกับดอนตะนะ ทำให้ผู้มาเยือนสามารถเดินข้ามเพื่อชมวิวสองฝั่งแม่น้ำมูลได้อย่างใกล้ชิด จุดเด่นของสะพานคือมุมมองที่เปิดกว้าง เห็นทั้งสายน้ำ โขดหิน ป่า และแนวแม่น้ำ การเดินบนสะพานให้ความรู้สึกแตกต่างจากการชมวิวริมฝั่ง เพราะนักท่องเที่ยวจะอยู่เหนือสายน้ำและเห็นการไหลของแม่น้ำมูลจากมุมสูง สะพานแขวนจึงเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เข้าใจภูมิประเทศของแก่งตะนะได้ดีขึ้น
บริเวณกลางแก่งตะนะมีโขดหินขนาดใหญ่และสิ่งก่อสร้างรูปสี่เหลี่ยมที่เกี่ยวข้องกับการชี้ร่องน้ำเดินเรือในอดีต เรื่องราวนี้ทำให้แก่งตะนะมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์การคมนาคมทางน้ำ เพราะแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขงเคยเป็นเส้นทางสำคัญของผู้คน สินค้า และการเดินทางระหว่างชุมชน การมีเครื่องหมายหรือสิ่งก่อสร้างเพื่อระบุร่องน้ำสะท้อนว่าพื้นที่แก่งแห่งนี้เคยมีความสำคัญต่อการเดินเรือและการผ่านแก่งในอดีต ไม่ใช่เพียงพื้นที่ธรรมชาติสำหรับท่องเที่ยวในปัจจุบัน
ชื่อ “แก่งตะนะ” มีความหมายและเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับลักษณะภูมิประเทศ คำว่า “ตะนะ” มีการอธิบายในบริบทท้องถิ่นและภาษากลุ่มวัฒนธรรมแถบนี้ว่าเกี่ยวข้องกับกับดักหรือพื้นที่อันตราย ซึ่งสอดคล้องกับสภาพแก่งที่มีโขดหินและกระแสน้ำแรง ในอดีตพื้นที่ลักษณะนี้เป็นความท้าทายของการเดินเรือ เพราะกระแสน้ำที่เชี่ยวและหินใต้น้ำสามารถทำให้เรือเสียหายได้ ชื่อแก่งจึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อสถานที่ แต่เป็นคำเตือนทางภูมิประเทศที่สะท้อนประสบการณ์ของผู้คนกับสายน้ำ
นอกจากแก่งหินและสะพานแขวน ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะยังมีถ้ำพระหรือถ้ำภูหมาไน ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 1 กม. จุดนี้เป็นชะง่อนผายื่นออกจากฝั่งแม่น้ำมูล ภายในถ้ำพบหลักฐานทางโบราณคดี เช่น ศิลาจารึกและฐานโยนีของศิวลึงค์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 หลักฐานเหล่านี้ทำให้พื้นที่แก่งตะนะมีความสำคัญมากกว่าธรรมชาติ เพราะแสดงให้เห็นความต่อเนื่องของอารยธรรมในลุ่มแม่น้ำมูล และความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่เคยปรากฏในพื้นที่อีสานใต้
หลักศิลาจารึกเจ้าชายจิตรเสนเป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ จารึกนี้พบเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 บริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูล ปากลำโดมน้อย ในเขตอุทยานฯ ลักษณะเป็นแท่งหินทรายรูปเสมา มีอักษรปัลลวะและภาษาสันสกฤต เนื้อความกล่าวถึงพระเจ้าจิตรเสนหรือพระเจ้ามเหนทรวรมัน และการสร้างพระศิวลึงค์ หลักฐานนี้ช่วยเชื่อมพื้นที่แก่งตะนะเข้ากับอารยธรรมโบราณในลุ่มแม่น้ำชีและลุ่มแม่น้ำมูลช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-12 ทำให้แก่งตะนะเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ควบคู่กับธรรมชาติ
ลานผาผึ้งเป็นอีกจุดชมวิวที่น่าสนใจ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 1.5 กม. มีลักษณะเป็นพลาญหินทรายและหน้าผาชัน โดยหน้าผาหันไปทางทิศตะวันออก จึงเหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นในวันที่อากาศเปิด หากผู้มาเยือนต้องการเห็นแก่งตะนะในมิติที่มากกว่าลำน้ำ การไปลานผาผึ้งจะช่วยให้เห็นภูมิประเทศของอุทยานฯ จากระดับสูงขึ้น เห็นความต่อเนื่องของป่าโปร่ง ลานหิน และแนวแม่น้ำในพื้นที่เดียวกัน
น้ำตกตาดโตนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญอีกแห่งในอุทยานฯ เกิดจากลำห้วยตาดโตน ด้านล่างมีแอ่งน้ำที่สามารถลงเล่นน้ำได้ในช่วงที่สภาพน้ำเหมาะสม ฤดูที่น้ำตกมีความงามมากคือช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำมากและป่ารอบน้ำตกมีความสดชื่น นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแก่งตะนะในช่วงฤดูฝนสามารถจัดเส้นทางไปน้ำตกตาดโตนร่วมด้วย เพื่อให้เห็นความหลากหลายของธรรมชาติภายในอุทยานฯ ทั้งแม่น้ำ แก่งหิน ลานหิน และน้ำตก
สภาพป่าของอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะมีลักษณะเฉพาะของป่าเต็งรังและป่าแดงในภาคอีสาน ต้นไม้หลายชนิดมีลำต้นไม่ใหญ่มากและมีรูปทรงตามสภาพดินหินและความแห้งแล้งของพื้นที่ ลักษณะเช่นนี้ให้เสน่ห์ต่างจากป่าดิบชื้น เพราะมีความโปร่ง เห็นแสงและเส้นสายของภูมิประเทศชัดเจน ในบางฤดูกาลพื้นป่าจะเปลี่ยนสีตามใบไม้และทุ่งหญ้า ทำให้แก่งตะนะเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบสังเกตภูมิประเทศและธรรมชาติแบบอีสานแท้
แม่น้ำมูลเป็นแกนหลักที่ทำให้แก่งตะนะมีชีวิต สายน้ำนี้ไม่เพียงสร้างแก่งหิน แต่ยังเชื่อมโยงกับวิถีประมง การเดินทาง ประวัติศาสตร์ชุมชน และภูมิทัศน์ก่อนออกสู่แม่น้ำโขงในพื้นที่โขงเจียม เมื่อยืนอยู่ริมแก่ง นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าน้ำเป็นทั้งพลังธรรมชาติและทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงผู้คน ริมแม่น้ำมูลในบริเวณนี้จึงไม่ใช่เพียงฉากหลังของการถ่ายภาพ แต่เป็นพื้นที่ที่สะสมเรื่องราวของคนกับสายน้ำมาอย่างยาวนาน
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเที่ยวแก่งตะนะขึ้นอยู่กับสิ่งที่ต้องการชม หากต้องการเห็นน้ำไหลแรงและบรรยากาศเขียวชุ่ม ช่วงฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาวเหมาะที่สุด โดยเฉพาะเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมที่น้ำตกและลำน้ำมีชีวิตชีวา หากต้องการเห็นโขดหินและลานหินอย่างชัดเจน ช่วงหน้าแล้งจะเหมาะกว่า เพราะระดับน้ำลดลงและเผยให้เห็นรายละเอียดของแก่งมากขึ้น ช่วงเช้าและช่วงเย็นเป็นเวลาที่เหมาะกับการถ่ายภาพ เพราะแสงไม่แข็งและอากาศไม่ร้อนเท่าช่วงกลางวัน
เขื่อนแก่งตะนะเหมาะกับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ครอบครัวสามารถมาเดินชมวิวและพักผ่อนในพื้นที่อุทยานฯ นักถ่ายภาพจะได้มุมของโขดหิน สะพานแขวน กระแสน้ำ และป่าโปร่ง นักเรียนและนักศึกษาสามารถเรียนรู้เรื่องธรณีวิทยา ประวัติศาสตร์ และระบบนิเวศลำน้ำ ส่วนชาวต่างชาติจะได้เห็นตัวอย่างของธรรมชาติอีสานใต้ที่แตกต่างจากภาพทะเล ภูเขาสูง หรือเมืองท่องเที่ยวหลัก เพราะแก่งตะนะคือภูมิทัศน์ของแม่น้ำ หิน ป่า และวัฒนธรรมลุ่มน้ำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่
การเที่ยวแก่งตะนะควรให้เวลามากพอ ไม่ควรแวะเพียงถ่ายภาพป้ายแล้วออกเดินทาง หากเดินชมรอบพื้นที่อย่างช้า ๆ จะเห็นรายละเอียดจำนวนมาก เช่น ร่องรอยน้ำกัดเซาะบนหิน เสียงน้ำกระทบแก่ง เงาของสะพานแขวนบนลำน้ำ ต้นไม้ริมฝั่ง และมุมมองของดอนตะนะจากแต่ละทิศ เมื่อรวมรายละเอียดเหล่านี้เข้าด้วยกัน แก่งตะนะจะกลายเป็นสถานที่ที่มีความลึกมากกว่าจุดชมวิวริมแม่น้ำทั่วไป
การเดินทาง ไปเขื่อนแก่งตะนะสามารถเริ่มจากตัวเมืองอุบลราชธานี ใช้เส้นทางไปอำเภอพิบูลมังสาหารและอำเภอโขงเจียม หรือใช้ทางหลวงหมายเลข 217 สายอุบลราชธานี-พิบูลมังสาหาร-ช่องเม็ก ระยะทางประมาณ 75 กม. จากนั้นแยกเข้าสู่เส้นทางหมายเลข 2173 ไปยังอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะอีกประมาณ 13 กม. อีกเส้นทางหนึ่งคือเส้นทางหมายเลข 2222 ซึ่งเป็นเส้นทางที่สามารถมองเห็นแก่งตะนะได้ชัด โดยเฉพาะด้านที่หินโผล่มาก ผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่าจะเดินทางสะดวกที่สุด เพราะสามารถจัดเส้นทางต่อไปยังโขงเจียม เขื่อนปากมูล และสถานที่ใกล้เคียงได้ในวันเดียวกัน
ผู้ที่เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะสามารถเดินทางจากตัวเมืองอุบลราชธานีไปยังอำเภอโขงเจียม แล้วต่อรถท้องถิ่นหรือเหมารถไปยังอุทยานฯ การเดินทางลักษณะนี้เหมาะกับผู้ที่ไม่มีรถส่วนตัว แต่ควรวางแผนเวลาให้ชัดเจน เพราะรถท้องถิ่นอาจมีรอบไม่ถี่เท่าพื้นที่เมือง หากเดินทางเป็นกลุ่ม การเหมารถท้องถิ่นในโขงเจียมจะช่วยให้เที่ยวแก่งตะนะ แม่น้ำสองสี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ และเขื่อนปากมูลได้สะดวกขึ้น
เมื่อเดินทางมาถึงอุทยานฯ ควรเริ่มจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวหรือพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ จากนั้นเดินชมแก่ง สะพานแขวน ดอนตะนะ และจุดชมวิวใกล้เคียงตามเวลาที่มี หากต้องการไปน้ำตกตาดโตน ลานผาผึ้ง หรือถ้ำพระ ควรสอบถามสภาพเส้นทางจากเจ้าหน้าที่ก่อน เพราะบางจุดขึ้นอยู่กับฤดูกาล น้ำ ฝน และความพร้อมของเส้นทางธรรมชาติ การเที่ยวในอุทยานฯ ควรใช้รองเท้าที่เกาะพื้นได้ดี เพราะบางพื้นที่เป็นโขดหินหรือทางเดินธรรมชาติ
ข้อควรระวังสำคัญคือไม่ควรลงไปใกล้กระแสน้ำเชี่ยว ไม่เดินบนโขดหินเปียกลื่น และไม่ฝ่าฝืนป้ายเตือนของอุทยานฯ โดยเฉพาะช่วงน้ำมาก กระแสน้ำที่ดูสวยงามอาจมีแรงมากกว่าที่เห็นจากริมฝั่ง ผู้มาเยือนควรชมแก่งจากจุดปลอดภัย ไม่ลงเล่นน้ำในบริเวณที่ไม่ได้รับอนุญาต และดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด การเที่ยวแก่งตะนะจะปลอดภัยและน่าประทับใจที่สุดเมื่อเคารพธรรมชาติและข้อกำหนดของพื้นที่
แก่งตะนะยังเหมาะกับการจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมกับอำเภอโขงเจียม ตัวอำเภอโขงเจียมมีเสน่ห์จากบรรยากาศริมแม่น้ำโขง ร้านอาหารปลาแม่น้ำ ที่พักริมโขง และจุดชมแม่น้ำสองสี หากเริ่มเที่ยวจากแก่งตะนะในช่วงเช้า สามารถต่อไปยังเขื่อนปากมูลและตัวโขงเจียมในช่วงกลางวัน แล้วชมแม่น้ำสองสีหรือพักริมโขงในช่วงเย็นได้อย่างลงตัว เส้นทางนี้ให้ภาพครบทั้งแม่น้ำมูล แม่น้ำโขง แก่งหิน และชุมชนริมฝั่ง
ร้านอาหารใกล้แก่งตะนะส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอำเภอโขงเจียมและพื้นที่ริมแม่น้ำ เมนูเด่นคือปลาแม่น้ำ อาหารอีสาน ต้มยำปลาคัง ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม กุ้งแม่น้ำ ลาบปลา และอาหารพื้นบ้านรสจัดจ้าน การแวะกินอาหารในโขงเจียมหลังเที่ยวแก่งตะนะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะระยะทางไม่ไกลและสามารถชมบรรยากาศริมโขงต่อได้ ร้านอาหารหลายแห่งมีเบอร์โทรเผยแพร่และเปิดให้บริการเป็นประจำ จึงเหมาะกับการโทรสอบถามก่อนเดินทางในช่วงวันหยุดหรือฤดูกาลท่องเที่ยว
ที่พักใกล้แก่งตะนะมีทั้งโรงแรมขนาดเล็กในอำเภอโขงเจียม รีสอร์ตริมแม่น้ำโขง และที่พักบรรยากาศสงบสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวต่อไปยังผาแต้มในวันถัดไป หากต้องการอยู่ใกล้แก่งที่สุด สามารถเลือกที่พักในโขงเจียมซึ่งอยู่ห่างจากอุทยานฯ ไม่มาก หากต้องการประสบการณ์ริมแม่น้ำและวิวโขง ควรเลือกที่พักริมโขงหรือรีสอร์ตในโซนบ้านห้วยหมากใต้ การพักในโขงเจียมช่วยให้เดินทางไปผาแต้ม เสาเฉลียง แม่น้ำสองสี และเขื่อนปากมูลได้สะดวกกว่าการพักในตัวเมืองอุบลราชธานี
สำหรับชาวต่างชาติ แก่งตะนะเป็นจุดหมายที่ช่วยอธิบายธรรมชาติของภาคอีสานได้ดี เพราะภูมิประเทศที่นี่ไม่ใช่ป่าฝนเขียวทึบหรือทะเล แต่เป็นระบบแม่น้ำ ป่าโปร่ง ลานหิน และชุมชนริมสายน้ำ นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าความงามของอีสานอยู่ที่รายละเอียดของภูมิประเทศ ความกว้างของท้องฟ้า ความเรียบง่ายของชุมชน และพลังของแม่น้ำที่ไหลผ่านหินเป็นเวลายาวนาน การมาเที่ยวแก่งตะนะจึงเป็นการเปิดมุมมองใหม่ต่ออุบลราชธานีในระดับที่ลึกกว่าการเที่ยวจุดเช็กอินทั่วไป
ในด้านการเรียนรู้ แก่งตะนะเหมาะกับการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างธรณีวิทยาและวัฒนธรรม เพราะโขดหินไม่ได้เป็นเพียงวัตถุธรรมชาติ แต่เป็นตัวกำหนดการไหลของน้ำ เส้นทางเดินเรือ จุดตั้งถิ่นฐาน และเรื่องเล่าท้องถิ่น สะพานแขวนไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างสำหรับถ่ายภาพ แต่เป็นจุดเชื่อมพื้นที่ป่ากับพื้นที่บริการของอุทยานฯ หลักศิลาจารึกและถ้ำพระไม่ได้เป็นเพียงโบราณวัตถุ แต่เป็นหลักฐานว่าพื้นที่นี้เคยอยู่ในเครือข่ายอารยธรรมโบราณของลุ่มน้ำมูล
ผู้ที่ต้องการถ่ายภาพควรวางแผนมุมและเวลาให้เหมาะสม ช่วงเช้าจะได้แสงนุ่ม เห็นรายละเอียดของโขดหินและสะพานแขวนได้ดี ช่วงเย็นเหมาะกับแสงอุ่นและภาพแม่น้ำที่มีมิติ หากมาในฤดูน้ำมาก ควรเลือกมุมที่ปลอดภัยจากริมฝั่งหรือจุดชมวิวที่อุทยานฯ จัดไว้ หากมาในฤดูแล้งสามารถถ่ายรายละเอียดลานหินได้มากขึ้น แต่ยังต้องระวังพื้นผิวหินที่อาจลื่นหรือมีร่องลึก
สิ่งที่ควรเตรียมเมื่อมาเที่ยวแก่งตะนะ ได้แก่ รองเท้าที่เหมาะกับการเดินบนพื้นหินและทางธรรมชาติ หมวก น้ำดื่ม กล้องถ่ายภาพ ยากันยุง และเสื้อผ้าที่คล่องตัว หากเดินทางช่วงฤดูฝนควรเตรียมเสื้อกันฝนหรือร่มขนาดเล็ก ส่วนผู้ที่ต้องการเดินเส้นทางธรรมชาติควรใช้เวลาให้พอ ไม่เร่งรีบ และสอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับสภาพเส้นทางก่อนออกเดิน
การท่องเที่ยวแก่งตะนะควรรักษาความสะอาดและเคารพพื้นที่อุทยานฯ อย่างเคร่งครัด ไม่ทิ้งขยะ ไม่เก็บหินหรือพืชพรรณออกจากพื้นที่ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนสัตว์ป่า และไม่เข้าไปในพื้นที่หวงห้าม ธรรมชาติของแก่งตะนะสวยงามเพราะยังคงความเป็นพื้นที่จริงของแม่น้ำและป่า การดูแลพฤติกรรมของผู้มาเยือนจึงช่วยรักษาบรรยากาศและคุณค่าของสถานที่ให้คงอยู่ต่อไป
เมื่อพิจารณาโดยรวม เขื่อนแก่งตะนะหรือแก่งตะนะเป็นสถานที่ที่รวมธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ และการเดินทางไว้ครบในจุดเดียว ภาพกระแสน้ำมูลไหลผ่านโขดหิน สะพานแขวนที่ทอดข้ามไปยังดอนตะนะ หลักฐานโบราณคดีริมลำน้ำ และเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมต่อโขงเจียม ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายที่ควรใช้เวลาเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงแวะผ่าน หากต้องการเห็นอุบลราชธานีในมิติของสายน้ำและภูมิประเทศ แก่งตะนะคือหนึ่งในสถานที่ที่ตอบคำถามนั้นได้ชัดเจนที่สุด
ด้วยความเป็นแก่งหินธรรมชาติที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ แก่งตะนะจึงเหมาะกับการเที่ยวแบบมีสติและเคารพธรรมชาติ ผู้มาเยือนจะได้เห็นทั้งความงาม ความแรง และความเปลี่ยนแปลงของน้ำตามฤดูกาล ได้เรียนรู้ว่าโขดหินและสายน้ำสร้างภูมิประเทศอย่างไร ได้เห็นร่องรอยประวัติศาสตร์โบราณ และได้สัมผัสบรรยากาศของโขงเจียมซึ่งเป็นพื้นที่ปลายแม่น้ำมูลก่อนเข้าสู่แม่น้ำโขง สถานที่แห่งนี้จึงเป็นมากกว่าแก่งน้ำ แต่เป็นห้องเรียนกลางแจ้งของธรรมชาติอุบลราชธานีที่ยังมีชีวิตอยู่จริง
| ชื่อสถานที่ | เขื่อนแก่งตะนะ / แก่งตะนะ |
| ที่ตั้ง | อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ อำเภอโขงเจียมและอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี |
| ที่อยู่ | ตู้ ปณ. 6 อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี 34220 และพื้นที่ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี 34350 |
| พิกัด | 15.3045231, 105.4711341 |
| ไฮไลต์ | แก่งหินธรรมชาติในลำน้ำมูล สะพานแขวน ดอนตะนะ โขดหินทราย กระแสน้ำไหลเชี่ยว ทิวทัศน์ริมแม่น้ำ และแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ-ประวัติศาสตร์ของอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 33 ของประเทศไทย และมีหลักฐานโบราณคดีสำคัญในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำมูล |
| ที่มาของชื่อ | ชื่อแก่งตะนะเชื่อมโยงกับลักษณะแก่งหินและกระแสน้ำที่เป็นอันตรายต่อการเดินเรือในอดีต โดยคำว่า “ตะนะ” ถูกอธิบายในบริบทท้องถิ่นว่าเกี่ยวข้องกับกับดักหรือพื้นที่อันตราย |
| ลักษณะเด่น | แนวโขดหินทรายธรรมชาติกลางลำน้ำมูล มีดอนตะนะเป็นเกาะกลางน้ำ แบ่งลำน้ำมูลออกเป็น 2 สาย และมีสะพานแขวนเชื่อมพื้นที่อุทยานฯ กับดอนตะนะ |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองอุบลราชธานีใช้เส้นทางอุบลราชธานี-พิบูลมังสาหาร-ช่องเม็ก ระยะทางประมาณ 75 กม. แล้วแยกเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2173 อีกประมาณ 13 กม. หรือใช้เส้นทางหมายเลข 2222 เพื่อชมมุมแก่งที่เห็นโขดหินได้ชัด |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าชมในฐานะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 16.30 น. |
| ค่าเข้า | คนไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จุดชมวิว สะพานแขวน ลานกางเต็นท์ บ้านพักอุทยานฯ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ห้องน้ำ พื้นที่พักผ่อน และจุดบริการข้อมูลของอุทยานฯ |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | แก่งตะนะ ดอนตะนะ สะพานแขวน ถ้ำพระ / ถ้ำภูหมาไน ลานผาผึ้ง น้ำตกตาดโตน น้ำตกรากไทร ผาด่าง หลักศิลาจารึกเจ้าชายจิตรเสน แซห้วยหมาก และบึงห้วยหมาก |
| ผู้ดูแล | อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช |
| เบอร์ติดต่อหลัก | อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ โทร. 0 4525 2722-3 โทรสาร 0 4525 2723 |
| เว็บไซต์ / เพจทางการ | เพจอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ และระบบข้อมูลกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. สะพานแขวนแก่งตะนะ 1 กม. โทร. 0 4525 2722-3 2. ดอนตะนะ 1 กม. โทร. 0 4525 2722-3 3. น้ำตกตาดโตน 8 กม. โทร. 0 4525 2722-3 4. เขื่อนปากมูล 3 กม. โทร. 0 4536 6079 5. แม่น้ำสองสี / จุดบรรจบแม่น้ำมูลกับแม่น้ำโขง 8 กม. โทร. 045-351223 6. วัดถ้ำคูหาสวรรค์ 8 กม. 7. อุทยานแห่งชาติผาแต้ม 28 กม. โทร. 045-252581, 089-8105532 |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. แพอารยาโขงเจียม 7 กม. โทร. 045-351-015 2. ครัวโขงเจียม 8 กม. โทร. 045-351-027, 062-829-3697 3. ร้านอาหารเบิ่งตะวัน 8 กม. โทร. 089-717-7627 4. จันทร์ดารา โขงเจียม 9 กม. โทร. 098-242-4464 5. ร้านลาบปลาโขงเจียม 9 กม. โทร. 0-4535-1283 6. ร้านอาหารแม่น้ำสองสี-โขงเจียม 8 กม. โทร. 083-720-7706 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. Baan Kieng Tawan 3 กม. 2. Khong Chiam Hotel 8 กม. โทร. 086-468-7431 3. โรงแรมวิวโขง โขงเจียม 8 กม. โทร. 065-242-3392 4. ทอแสง เฮอริเทจ โขงเจียม 11 กม. โทร. 081-860-5905, 045-351-174-6 5. เศรษฐปุระ บาย ทอแสง 11 กม. โทร. 094-310-6202 6. โขงเจียม ออร์คิด ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท 12 กม. โทร. 098-916-8771 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: เขื่อนแก่งตะนะคือเขื่อนจริงหรือไม่?
ตอบ: เขื่อนแก่งตะนะเป็นชื่อที่ใช้เรียกแนวแก่งหินธรรมชาติในลำน้ำมูล ไม่ใช่เขื่อนคอนกรีตหรือเขื่อนผลิตไฟฟ้า แต่เป็นโขดหินธรรมชาติที่ทำให้เกิดกระแสน้ำไหลเชี่ยวและทัศนียภาพโดดเด่น
ถาม: เขื่อนแก่งตะนะอยู่ที่ไหน?
ตอบ: เขื่อนแก่งตะนะอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอโขงเจียมและอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
ถาม: อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะเปิดให้เข้าชมเวลาใด?
ตอบ: เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00 – 16.30 น.
ถาม: ค่าเข้าชมแก่งตะนะเท่าไร?
ตอบ: ค่าเข้าชมคนไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท และชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท
ถาม: จุดเด่นของแก่งตะนะคืออะไร?
ตอบ: จุดเด่นคือโขดหินทรายกลางลำน้ำมูล กระแสน้ำไหลเชี่ยว ดอนตะนะ สะพานแขวน จุดชมวิวริมแม่น้ำ และแหล่งโบราณคดีในพื้นที่อุทยานฯ
ถาม: ไปแก่งตะนะช่วงไหนสวยที่สุด?
ตอบ: ช่วงฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาวเหมาะกับการชมสายน้ำและน้ำตก ส่วนช่วงหน้าแล้งเหมาะกับการชมโขดหินและลานหินที่โผล่พ้นน้ำได้ชัดเจน
ถาม: เดินทางจากตัวเมืองอุบลราชธานีไปแก่งตะนะอย่างไร?
ตอบ: ใช้เส้นทางอุบลราชธานี-พิบูลมังสาหาร-ช่องเม็ก ประมาณ 75 กม. แล้วแยกเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2173 อีกประมาณ 13 กม. หรือใช้เส้นทางหมายเลข 2222 เพื่อชมมุมแก่งที่เห็นโขดหินได้ชัด
ถาม: เที่ยวแก่งตะนะร่วมกับสถานที่ใดได้บ้าง?
ตอบ: สามารถเที่ยวร่วมกับเขื่อนปากมูล แม่น้ำสองสี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม เสาเฉลียง และตัวอำเภอโขงเจียมได้สะดวก
หมวดหมู่: ●ธรรมชาติ และสัตว์ป่า
กลุ่ม: ●เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ
ปรับปรุงล่าสุด : 5 วันที่แล้ว




