หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี >อ.โขงเจียม >ต.โขงเจียม > อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ
TL;DR: อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ อยู่ที่ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร และพื้นที่ต่อเนื่องอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 16.30 น.
อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 16.30 น.
อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ อุบลราชธานี เป็นอุทยานแห่งชาติสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอสิรินธรและอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่ประมาณ 50,000 ไร่ ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 33 ของประเทศไทย ภูมิประเทศของพื้นที่ประกอบด้วยที่ราบสูง เนินเขาเตี้ย ลานหิน หน้าผาริมแม่น้ำมูล และเกาะกลางน้ำที่เกิดจากสายน้ำกัดเซาะเป็นเวลายาวนาน สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าแพะหรือป่าแดง ต้นไม้จำนวนมากมีลักษณะแคระแกรนตามสภาพดินหินและความแห้งแล้งของพื้นที่ บางส่วนเป็นทุ่งหญ้าและลานหินเปิดโล่ง ขณะที่บริเวณริมห้วย ริมน้ำ และพื้นที่ชุ่มชื้นยังมีป่าดิบแล้งให้ความร่มรื่น อุทยานแห่งนี้จึงมีเอกลักษณ์ต่างจากอุทยานภูเขาสูงหรือป่าดิบชื้น เพราะเป็นภูมิประเทศริมแม่น้ำมูลที่ผสมทั้งแก่งหิน สะพานแขวน เกาะกลางน้ำ แหล่งโบราณคดี และน้ำตกตามฤดูกาลไว้ในพื้นที่เดียว
หัวใจของอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะคือแม่น้ำมูลและแก่งหินกลางน้ำที่เรียกว่า “แก่งตะนะ” ซึ่งเป็นแก่งกลางลำน้ำมูลขนาดใหญ่ มีโขดหินทรายมหึมาวางตัวอยู่กลางสายน้ำ บริเวณนี้มีกระแสน้ำไหลแรงในบางฤดูกาล ใต้ท้องน้ำมีหลุมหิน โพรงหิน และร่องน้ำลึกที่เกิดจากการกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง ชื่อ “ตะนะ” เชื่อมโยงกับเรื่องเล่าของชาวบ้านที่กล่าวถึงความเชี่ยวกรากและอันตรายของสายน้ำในอดีต จนบริเวณนี้ถูกมองว่าเป็นแก่งที่เรือและผู้เดินทางทางน้ำต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ปัจจุบันแก่งตะนะกลายเป็นแหล่งชมภูมิทัศน์ริมแม่น้ำมูลที่สำคัญ นักท่องเที่ยวสามารถชมโขดหิน สายน้ำ พื้นที่ประมงพื้นบ้าน และบรรยากาศธรรมชาติที่ยังคงสัมพันธ์กับวิถีชีวิตริมลำน้ำมูลได้อย่างชัดเจน
ดอนตะนะเป็นอีกจุดเด่นที่ทำให้อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะเป็นที่รู้จัก ดอนแห่งนี้เป็นเกาะกลางแม่น้ำมูล เกิดขวางลำน้ำและแบ่งแม่น้ำมูลออกเป็น 2 สาย มีความกว้างประมาณ 450 เมตร และยาวประมาณ 700 เมตร พื้นที่บนดอนตะนะมีป่าดิบแล้ง ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ร่มรื่นหลายจุด ทางตอนเหนือของดอนมีหาดทรายที่เหมาะสำหรับพักผ่อนในฤดูที่ระดับน้ำเหมาะสม บรรยากาศของดอนตะนะสะท้อนลักษณะธรรมชาติของเกาะกลางน้ำที่ไม่ได้เกิดจากการจัดสร้างเพื่อการท่องเที่ยว แต่เป็นภูมิประเทศจริงที่ค่อย ๆ ก่อรูปจากแม่น้ำ กระแสน้ำ และชั้นหิน นักท่องเที่ยวที่เดินข้ามไปบนดอนตะนะจะได้สัมผัสความสงบของป่ากลางแม่น้ำ เสียงน้ำ เสียงนก และร่องรอยกิจกรรมประมงของชุมชนรอบพื้นที่ในช่วงเช้าและช่วงเย็น
สะพานแขวนแก่งตะนะเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของอุทยาน เป็นสะพานที่เชื่อมจากฝั่งที่ทำการอุทยานไปยังดอนตะนะ โครงสร้างเป็นเหล็กยึดโยงด้วยลวดสลิงขนาดใหญ่ มีทางเดินไม้ทอดยาวเหนือแม่น้ำมูล นักท่องเที่ยวสามารถใช้สะพานนี้เป็นจุดชมวิวสองฝั่งแม่น้ำมูล มองเห็นสายน้ำ โขดหิน ป่าเขียว และพื้นที่ดอนตะนะได้ในมุมสูง สะพานแขวนไม่ใช่เพียงทางเดินข้ามเกาะ แต่เป็นจุดที่ทำให้เห็นองค์ประกอบหลักของแก่งตะนะพร้อมกัน ทั้งแม่น้ำ เกาะ ป่า สายน้ำ และภูมิประเทศหินทราย ช่วงเช้าและช่วงเย็นเป็นเวลาที่เหมาะกับการเดินชม เพราะแสงแดดนุ่ม อากาศไม่ร้อนเกินไป และบรรยากาศริมน้ำมีความสงบกว่าช่วงกลางวัน
แก่งตะนะยังมีมิติทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ บริเวณโขดหินกลางแก่งมีสิ่งก่อสร้างรูปสี่เหลี่ยมซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้เป็นเครื่องชี้ร่องน้ำในการเดินเรือในอดีต ช่วงที่ฝรั่งเศสมีอิทธิพลในลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำมูล เส้นทางน้ำมีความสำคัญต่อการเดินทางและการควบคุมพื้นที่ชายแดน สิ่งก่อสร้างขนาดเล็กบนแก่งจึงเป็นร่องรอยที่ทำให้เห็นว่าพื้นที่แก่งตะนะไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะทางธรรมชาติ แต่ยังเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเดินเรือ การคมนาคม และภูมิศาสตร์การเมืองของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง นักท่องเที่ยวที่สังเกตบริเวณแก่งอย่างละเอียดจะเห็นว่าหิน น้ำ และโครงสร้างเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยเล่าเรื่องอดีตของพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ
ถ้ำพระหรือถ้ำภูหมาไนตั้งอยู่ไม่ไกลจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เป็นชะง่อนผาที่ยื่นออกจากฝั่งแม่น้ำมูล มีความกว้างประมาณ 45 เมตร และลึกประมาณ 10 เมตร ภายในถ้ำพบหลักฐานสำคัญคือศิลาจารึกและแท่นศิวลึงค์หรือฐานโยนีที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 สมัยพระเจ้ามเหนทรวรมันหรือเจ้าชายจิตรเสน หลักศิลาจารึกตัวจริงถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานีเพื่อการอนุรักษ์ พื้นที่ถ้ำพระจึงเป็นจุดที่เชื่อมธรรมชาติริมแม่น้ำกับประวัติศาสตร์โบราณในลุ่มน้ำมูลได้อย่างชัดเจน การแวะชมถ้ำพระทำให้การเที่ยวแก่งตะนะไม่จำกัดอยู่ที่สะพานแขวนและแก่งหินเท่านั้น แต่ขยายไปสู่เรื่องราวอารยธรรมโบราณ ศาสนา และการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในอดีต
ลานผาผึ้งเป็นพลาญหินทรายและหน้าผาชันที่อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 1.5 กิโลเมตร หน้าผาหันไปทางทิศตะวันออก เหมาะสำหรับชมทิวทัศน์ยามเช้าและพระอาทิตย์ขึ้น ในวันที่ท้องฟ้าเปิดสามารถมองเห็นภูมิประเทศกว้างไกลไปทางสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว บริเวณลานหินมีดอกไม้ป่าขนาดเล็กขึ้นตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกดุสิตา สร้อยสุวรรณา กระดุมเงิน หยาดน้ำค้าง แววมยุรา และดอกไม้ป่าบนลานหินชนิดต่าง ๆ ปรากฏขึ้นหลังฤดูฝน พื้นที่ลานผาผึ้งจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเดินชมธรรมชาติระยะสั้น ถ่ายภาพพืชลานหิน และสัมผัสบรรยากาศเช้าของอุทยานในมุมที่สงบกว่าพื้นที่สะพานแขวน
เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกรากไทรเป็นเส้นทางเดินเลียบหน้าผาริมแม่น้ำมูล ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่บริเวณใกล้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เส้นทางนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเดินป่าระยะสั้นและเรียนรู้ระบบนิเวศบนพื้นที่หินทราย ระหว่างทางสามารถพบพืชพันธุ์ ไลเคน มอส เฟิร์น ถ้ำพระ และน้ำตกรากไทรซึ่งเป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ในช่วงที่มีน้ำ การเดินเส้นทางนี้ช่วยให้เห็นความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กบนลานหินและหน้าผา หลายอย่างเป็นรายละเอียดที่มักถูกมองข้ามหากเที่ยวเฉพาะจุดถ่ายภาพหลัก เส้นทางน้ำตกรากไทรจึงเหมาะกับครอบครัว นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าใจธรรมชาติแบบไม่ต้องใช้เวลาเดินป่านาน
น้ำตกตาดโตนเป็นน้ำตกที่สำคัญอีกแห่งของอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ เกิดจากลำห้วยตาดโตนไหลผ่านลานหินแล้วตกลงสู่ที่ลุ่ม เกิดเป็นแอ่งน้ำที่สามารถลงเล่นน้ำได้ในช่วงที่สภาพน้ำเหมาะสม น้ำตกมีน้ำเย็นใสและมีป่าไม้รอบด้านให้ความร่มรื่น ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับเที่ยวชมน้ำตกตาดโตนคือเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนถึงปลายฝน น้ำมีปริมาณมากและธรรมชาติรอบบริเวณเขียวสด หากไปในฤดูแล้ง ปริมาณน้ำอาจลดลง แต่ยังสามารถเดินชมลานหินและสภาพภูมิประเทศได้ การเดินทางไปน้ำตกตาดโตนใช้เส้นทางทางหลวงหมายเลข 2173 ซึ่งแยกจากทางหลวงหมายเลข 217 เข้าไปในพื้นที่อุทยาน
ฤดูกาลท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะมีความแตกต่างตามจุดหมาย หากต้องการชมแก่งหิน ดอนตะนะ สะพานแขวน และวิวแม่น้ำมูล สามารถเดินทางได้ตลอดปี แต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมิถุนายนเป็นช่วงที่เหมาะต่อการชมแก่งและโขดหิน เพราะระดับน้ำทำให้เห็นลักษณะหินและร่องน้ำได้ชัดเจน ส่วนผู้ที่ต้องการเที่ยวน้ำตกตาดโตนควรเลือกช่วงมิถุนายนถึงตุลาคม สำหรับผู้ที่สนใจดอกไม้ป่าและพืชลานหินควรเดินทางช่วงปลายฝนต้นหนาว โดยเฉพาะตุลาคมถึงธันวาคม ซึ่งลานผาผึ้งและพื้นที่ลานหินบางจุดมีสีสันจากดอกไม้ป่าขนาดเล็ก ฤดูกาลที่เปลี่ยนไปทำให้แก่งตะนะไม่ใช่สถานที่ที่มีเพียงภาพเดียว แต่มีหลายบรรยากาศให้เลือกตามความสนใจ
การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะสามารถใช้ได้ 2 เส้นทางหลัก เส้นทางแรกออกจากตัวเมืองอุบลราชธานีไปตามทางหลวงหมายเลข 217 สายอุบลราชธานี – พิบูลมังสาหาร – ช่องเม็ก ระยะทางประมาณ 75 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2173 อีกประมาณ 13 กิโลเมตรจนถึงพื้นที่อุทยาน เส้นทางนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางจากตัวเมืองอุบลราชธานีหรืออำเภอสิรินธร อีกเส้นทางหนึ่งใช้ทางหลวงหมายเลข 2222 ผ่านอำเภอโขงเจียมประมาณ 4 กิโลเมตร แล้วข้ามแม่น้ำมูลต่อไปอีกประมาณ 12 กิโลเมตร เส้นทางด้านโขงเจียมสามารถมองเห็นแก่งตะนะได้สวย โดยเฉพาะช่วงที่หินโผล่เหนือผิวน้ำชัดเจน บางช่วงสามารถใช้เส้นทางข้ามสันเขื่อนปากมูลได้เมื่อเขื่อนเปิดให้สัญจร
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและที่ทำการอุทยานตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูลบริเวณแก่งตะนะ เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสำหรับการสอบถามข้อมูลเส้นทาง พักรถ เข้าห้องน้ำ ซื้อบัตรค่าบริการ และวางแผนเดินเที่ยวภายในอุทยาน นักท่องเที่ยวที่มาเป็นครั้งแรกควรเริ่มจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จากนั้นเดินชมสะพานแขวน ดอนตะนะ แก่งตะนะ ถ้ำพระ และเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกรากไทร หากมีเวลาเพิ่มเติมจึงเดินทางต่อไปลานผาผึ้งหรือน้ำตกตาดโตน การจัดเส้นทางแบบนี้ช่วยให้เที่ยวได้เป็นระบบและไม่เสียเวลาเดินย้อนกลับ โดยเฉพาะผู้ที่มีเวลาเพียงครึ่งวัน
อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะมีพื้นที่บริการนักท่องเที่ยว บ้านพัก และพื้นที่กางเต็นท์สำหรับผู้ที่ต้องการพักค้างคืนในบรรยากาศธรรมชาติริมแม่น้ำมูล การพักในอุทยานเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตื่นเช้าไปเดินสะพานแขวน ชมบรรยากาศดอนตะนะ หรือเที่ยวลานผาผึ้งในช่วงแสงเช้า ผู้ที่ต้องการความสะดวกด้านอาหารและบริการเพิ่มเติมสามารถเลือกพักในอำเภอโขงเจียม ซึ่งมีที่พัก ร้านอาหารริมแม่น้ำ และเส้นทางเชื่อมต่อไปยังแม่น้ำสองสี ผาแต้ม และแหล่งท่องเที่ยวริมโขงอื่น ๆ ได้ง่าย การเลือกพักในอุทยานหรือโขงเจียมขึ้นอยู่กับรูปแบบการเดินทาง หากต้องการใกล้ธรรมชาติให้พักในอุทยาน หากต้องการความสะดวกและร้านอาหารหลากหลายให้พักในตัวอำเภอโขงเจียม
ค่าเข้าชมอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะใช้อัตราค่าบริการอุทยานแห่งชาติกลุ่มที่ 2 คนไทยผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างประเทศผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท ค่ายานพาหนะคิดแยกตามประเภท เช่น รถจักรยานยนต์ 20 บาท และรถยนต์ 4 ล้อ 30 บาท นักท่องเที่ยวควรเก็บบัตรค่าบริการไว้ระหว่างเที่ยวภายในอุทยาน เพราะจุดท่องเที่ยวบางแห่งอยู่คนละโซนและอาจมีการตรวจสอบบัตรระหว่างการเดินทาง การชำระค่าบริการเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลพื้นที่ธรรมชาติ ระบบรักษาความปลอดภัย เส้นทางเดิน ห้องน้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ
สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะเป็นสถานที่ที่ช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของลุ่มน้ำมูลและอุบลราชธานีได้ดี เพราะไม่ได้มีเพียงป่าและน้ำตก แต่ยังมีสะพานแขวน เกาะกลางแม่น้ำ แก่งหิน แหล่งโบราณคดี และวิถีประมงพื้นบ้านริมลำน้ำ การเดินเที่ยวในพื้นที่นี้ควรเตรียมรองเท้าที่เดินสะดวก หมวกกันแดด น้ำดื่ม และกล้องถ่ายภาพ หากต้องการลงเล่นน้ำที่น้ำตกควรตรวจสภาพน้ำและฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้ง เนื่องจากพื้นที่น้ำตก แก่ง และโขดหินอาจลื่นหรือมีระดับน้ำเปลี่ยนตามฤดูกาล
การเที่ยวแก่งตะนะให้ครบควรใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวัน หากมีเวลาน้อยสามารถเน้นสะพานแขวน ดอนตะนะ แก่งตะนะ และถ้ำพระ ซึ่งเป็นจุดหลักใกล้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หากมีเวลาเต็มวันสามารถเพิ่มลานผาผึ้ง เส้นทางน้ำตกรากไทร และน้ำตกตาดโตนเข้าไปในแผนเดินทางได้ หากมีเวลามากกว่านั้นควรเชื่อมเส้นทางกับอำเภอโขงเจียม แม่น้ำสองสี อุทยานแห่งชาติผาแต้ม วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว และเขื่อนสิรินธร เพื่อให้เห็นภาพของอุบลราชธานีในมุมธรรมชาติ แม่น้ำ ประวัติศาสตร์ และชายแดนไทย – ลาวได้ครบถ้วนมากขึ้น
สิ่งที่ทำให้อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะเหมาะกับการท่องเที่ยวเชิงลึกคือความหลากหลายของเรื่องราวในพื้นที่เดียว นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มต้นจากการชมสะพานแขวนซึ่งเป็นภาพจำของอุทยาน จากนั้นเดินเข้าสู่ดอนตะนะเพื่อสัมผัสป่ากลางแม่น้ำ มองกลับมายังแก่งหินและสายน้ำที่ไหลผ่าน แล้วต่อด้วยถ้ำพระเพื่อเชื่อมโยงกับหลักฐานโบราณในลุ่มน้ำมูล ก่อนปิดท้ายด้วยลานผาผึ้งหรือน้ำตกตาดโตนตามฤดูกาล การเที่ยวแบบค่อย ๆ เดินและสังเกตจะทำให้เห็นว่าแก่งตะนะไม่ใช่แค่จุดเช็กอินริมแม่น้ำ แต่เป็นพื้นที่ที่ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตชุมชนประกอบกันอย่างสมบูรณ์
โดยสรุป อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานีที่เหมาะกับทั้งนักท่องเที่ยวไทยและชาวต่างชาติ ผู้ที่สนใจธรรมชาติจะได้ชมแม่น้ำมูล แก่งหิน น้ำตก และป่าเต็งรัง ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์จะได้เรียนรู้ศิลาจารึกและร่องรอยวัฒนธรรมโบราณ ผู้ที่ชอบถ่ายภาพจะได้สะพานแขวน ดอนตะนะ และวิวสายน้ำเป็นฉากหลัก ส่วนผู้ที่ต้องการพักผ่อนแบบเงียบสงบจะได้สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำที่ไม่วุ่นวาย อุทยานแห่งนี้จึงเป็นจุดหมายที่ให้ประสบการณ์ครบทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม การเดินทาง และความหมายของพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในแบบที่หาได้ยากจากสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป
| ชื่อสถานที่ | อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ |
| ที่ตั้ง | ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร และพื้นที่ต่อเนื่องอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี |
| ที่อยู่ | อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ตู้ ปณ. 6 อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี 34220 |
| พิกัด | 15.3045231, 105.4711341 |
| ไฮไลต์ | แก่งหินกลางแม่น้ำมูล สะพานแขวน ดอนตะนะ ถ้ำพระ ลานผาผึ้ง น้ำตกรากไทร น้ำตกตาดโตน และเส้นทางศึกษาธรรมชาติริมแม่น้ำมูล |
| ประวัติ / ความสำคัญ | ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 33 ของประเทศไทย มีความสำคัญด้านธรรมชาติริมแม่น้ำมูล ธรณีสัณฐานหินทราย และหลักฐานโบราณคดีในลุ่มน้ำมูล |
| พื้นที่ | ประมาณ 50,000 ไร่ หรือประมาณ 80 ตารางกิโลเมตร |
| ที่มาของชื่อ | ชื่อแก่งตะนะเกี่ยวข้องกับแก่งหินกลางแม่น้ำมูลที่มีกระแสน้ำเชี่ยวและภูมิประเทศใต้น้ำซับซ้อน ในอดีตชาวบ้านเล่าขานถึงความอันตรายของแก่งแห่งนี้ก่อนกลายเป็นชื่อเรียกพื้นที่ |
| ลักษณะเด่น | ภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและเนินเขาเตี้ย มีป่าแพะหรือป่าแดง ลานหิน หน้าผา เกาะกลางแม่น้ำ แก่งหิน และแหล่งประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำมูล |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองอุบลราชธานีใช้ทางหลวงหมายเลข 217 สายอุบลราชธานี – พิบูลมังสาหาร – ช่องเม็ก ประมาณ 75 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2173 อีกประมาณ 13 กิโลเมตร หรือใช้เส้นทางทางหลวงหมายเลข 2222 ผ่านอำเภอโขงเจียมแล้วข้ามแม่น้ำมูลต่อไปยังพื้นที่อุทยาน |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้บริการเป็นอุทยานแห่งชาติและแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และเส้นทางศึกษาธรรมชาติริมแม่น้ำมูล |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 16.30 น. |
| ค่าเข้าชม | คนไทย: ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างประเทศ: ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท ค่ายานพาหนะ: รถจักรยานยนต์ 20 บาท รถยนต์ 4 ล้อ 30 บาท |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว บ้านพัก จุดกางเต็นท์ ห้องน้ำ ลานจอดรถ สะพานแขวน เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และพื้นที่พักผ่อนริมแม่น้ำมูล |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | โซนศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและที่ทำการอุทยาน โซนสะพานแขวนและดอนตะนะ โซนแก่งตะนะและจุดชมแม่น้ำมูล โซนถ้ำพระ / ถ้ำภูหมาไน โซนลานผาผึ้งและดอกไม้ป่าตามฤดูกาล โซนเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกรากไทร โซนน้ำตกตาดโตน โซนบ้านพักและลานกางเต็นท์ |
| ผู้ดูแลพื้นที่ | อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช |
| เบอร์ติดต่อหลัก | อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ โทร. 045-252-722 |
| เว็บไซต์ / เพจทางการ | อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช / Facebook: KaengTanaNP |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. สะพานแขวนแก่งตะนะ ประมาณ 0.5 กม. 2. ดอนตะนะ ประมาณ 0.5 กม. 3. ถ้ำพระ / ถ้ำภูหมาไน ประมาณ 1 กม. 4. ลานผาผึ้ง ประมาณ 1.5 กม. 5. น้ำตกรากไทร ประมาณ 1 กม. 6. น้ำตกตาดโตน ประมาณ 13 กม. 7. แม่น้ำสองสี อำเภอโขงเจียม ประมาณ 12 กม. 8. อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ประมาณ 35 กม. โทร. 045-252-581, 089-810-5532 |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. ครัวโขงเจียม ประมาณ 12 กม. โทร. 045-351-027, 062-829-3697 2. จันทร์ดารา โขงเจียม ประมาณ 12 กม. โทร. 098-242-4464 3. ร้านอาหารแม่น้ำสองสี ประมาณ 12 กม. โทร. 064-152-9492 4. คาเฟ่ เดอ โขง ประมาณ 13 กม. โทร. 045-351-174, 081-860-5905 5. ตอง999 โขงเจียม ประมาณ 14 กม. โทร. 066-137-1462 6. กุ้งเผาสิรินธร พรีเมี่ยม ประมาณ 30 กม. โทร. 085-850-1312 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. บ้านพักอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ภายในอุทยาน โทร. 045-252-722 2. บ้านไร่ใกล้ลาวรีสอร์ท ประมาณ 5 กม. โทร. 081-470-9451, 091-136-5160 3. พีรดา ริเวอร์วิว โขงเจียม ประมาณ 12 กม. โทร. 045-351-213 4. ทอแสง เฮอริเทจ โขงเจียม ประมาณ 13 กม. โทร. 045-351-174 5. บ้านเคียงตะวัน โขงเจียม ประมาณ 14 กม. โทร. 099-039-4290 6. โขงเจียม มารีน่า รีสอร์ท ประมาณ 14 กม. โทร. 089-427-8995 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะเปิดกี่โมง?
ตอบ: อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะเปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 16.30 น. นักท่องเที่ยวควรไปช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายแก่เพื่อเดินสะพานแขวนและชมบรรยากาศริมแม่น้ำมูลได้สบายขึ้น
ถาม: ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะเท่าไร?
ตอบ: คนไทยผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างประเทศผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท และค่ายานพาหนะคิดแยกตามประเภท เช่น รถจักรยานยนต์ 20 บาท รถยนต์ 4 ล้อ 30 บาท
ถาม: แก่งตะนะมีอะไรน่าเที่ยวบ้าง?
ตอบ: จุดเด่นคือสะพานแขวน ดอนตะนะ แก่งหินกลางแม่น้ำมูล ถ้ำพระหรือถ้ำภูหมาไน ลานผาผึ้ง เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกรากไทร และน้ำตกตาดโตน
ถาม: ช่วงไหนเหมาะกับการเที่ยวแก่งตะนะ?
ตอบ: แก่งตะนะเที่ยวได้ตลอดปี ช่วงพฤศจิกายนถึงมิถุนายนเหมาะกับการชมแก่งหินและแม่น้ำมูล ช่วงมิถุนายนถึงตุลาคมเหมาะกับน้ำตกตาดโตน และช่วงตุลาคมถึงธันวาคมเหมาะกับดอกไม้ป่าบนลานหิน
ถาม: จากตัวเมืองอุบลราชธานีไปแก่งตะนะไกลแค่ไหน?
ตอบ: จากตัวเมืองอุบลราชธานีไปอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 217 แล้วต่อทางหลวงหมายเลข 2173 ระยะทางรวมประมาณ 88 กิโลเมตร
ถาม: อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะมีที่พักหรือจุดกางเต็นท์หรือไม่?
ตอบ: มีบ้านพักและพื้นที่กางเต็นท์ภายในอุทยาน รวมถึงมีที่พักในอำเภอโขงเจียมสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกด้านร้านอาหารและการเดินทางต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวริมโขง
ถาม: สะพานแขวนแก่งตะนะเดินข้ามไปที่ไหน?
ตอบ: สะพานแขวนเชื่อมจากฝั่งที่ทำการอุทยานไปยังดอนตะนะ ซึ่งเป็นเกาะกลางแม่น้ำมูลและเป็นจุดชมธรรมชาติสำคัญของอุทยาน
ถาม: อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะเหมาะกับนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือไม่?
ตอบ: เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเรียนรู้ธรรมชาติริมแม่น้ำมูล แก่งหิน เกาะกลางน้ำ สะพานแขวน และแหล่งโบราณคดีของอุบลราชธานีในเส้นทางเดียว
หมวดหมู่: ●ธรรมชาติ และสัตว์ป่า
กลุ่ม: ●อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์
ปรับปรุงล่าสุด : 2 สัปดาห์ที่แล้ว




