หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ >อ.ขุขันธ์ >ต.ห้วยเหนือ > วัดบูรพามหาพุทธาราม
TL;DR: วัดบูรพามหาพุทธาราม อยู่ที่บ้านพราน หมู่ 4 ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33140 เปิดทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น. การเดินทางสะดวก จากตัวเมืองศรีสะเกษเดินทางสู่อำเภอขุขันธ์ ระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร เมื่อเข้าสู่ตัวอำเภอขุขันธ์ไปทางบ้านพราน.
วัดบูรพามหาพุทธาราม

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 - 17.00 น.
วัดบูรพาราม หรือวัดเขียนบูรพาราม ศรีสะเกษ เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองขุขันธ์ ตั้งอยู่ที่บ้านพราน หมู่ 4 ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 400 เมตร และห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษประมาณ 49 กิโลเมตร วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักของชาวบ้านในชื่อ “วัดเขียน” และเป็นศูนย์รวมศรัทธาสำคัญของชาวขุขันธ์มาเป็นเวลายาวนาน ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน “หลวงพ่อโต” พระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัยขนาดใหญ่ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ชุมชนให้ความเคารพอย่างสูง วัดแห่งนี้จึงเป็นทั้งศาสนสถาน โบราณสถาน แหล่งศิลปกรรมสิมอีสาน และพื้นที่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของเมืองขุขันธ์ในเวลาเดียวกัน
ชื่อของวัดสะท้อนรากวัฒนธรรมของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน เดิมวัดแห่งนี้เรียกว่า “วัดเขมร” เนื่องจากเมืองขุขันธ์เป็นพื้นที่วัฒนธรรมอีสานใต้ที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนไทย-เขมรถิ่นและวัฒนธรรมเขมรโบราณมาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาชื่อ “เขมร” ถูกเรียกตามสำเนียงท้องถิ่นจนกลายเป็น “เขียน” ผู้คนจึงเรียกวัดนี้ติดปากว่า “วัดเขียน” เมื่อมีการใช้ชื่อทางราชการ จึงเรียกว่า “วัดเขียนบูรพาราม” หรือ “วัดบูรพาราม” เพราะวัดตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองขุขันธ์ คำว่า “บูรพา” หมายถึงทิศตะวันออก ชื่อวัดจึงบันทึกทั้งภาษา ภูมิศาสตร์ และความทรงจำของชุมชนไว้ในคำเดียว
เมืองขุขันธ์เป็นเมืองเก่าที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อีสานใต้ เป็นพื้นที่รวมกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมหลายสาย ทั้งไทย-ลาว เขมร กูยหรือส่วย และชุมชนพื้นถิ่นดั้งเดิม วัดเขียนบูรพารามตั้งอยู่ในบริบทของเมืองเก่าเช่นนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงวัดสำหรับทำบุญประจำชุมชน แต่เป็นหลักฐานที่บอกเล่าการตั้งเมือง การย้ายเมือง การฟื้นฟูวัดร้าง การสืบทอดศรัทธาต่อพระพุทธรูปสำคัญ และการอนุรักษ์งานศิลปกรรมพื้นถิ่นที่ยังคงอยู่ในพื้นที่อำเภอขุขันธ์ ผู้มาเยือนจึงสามารถใช้วัดแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์เมืองขุขันธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตำนานสำคัญของวัดกล่าวถึงช่วงประมาณ พ.ศ. 2323 เมื่อพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน คนที่ 2 หรือเชียงขันธ์ พร้อมด้วยกรมการเมืองและราษฎร ได้อพยพมาตั้งเมืองใหม่บริเวณบ้านตะแบกและบ้านพรานในปัจจุบัน ระหว่างการถางป่าบริเวณที่ตั้งวัดเขียน ได้พบก้อนหินสีแดงโผล่ขึ้นบนจอมปลวก มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูป เจ้าเมืองจึงให้ราษฎรปรับพื้นที่ เสริมฐาน และสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่สวมทับลงบนจอมปลวกนั้น เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสำหรับเป็นพระเจ้าใหญ่ประจำเมือง เหตุการณ์นี้กลายเป็นต้นกำเนิดความศรัทธาต่อหลวงพ่อโตที่ชาวขุขันธ์สืบทอดกันมา
เรื่องเล่าก้อนหินสีแดงบนจอมปลวกมีความหมายลึกซึ้งในโลกความเชื่อของชุมชนอีสานใต้ จอมปลวกมักถูกมองเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สัมพันธ์กับพลังของแผ่นดิน ธรรมชาติ และสิ่งเหนือธรรมชาติ เมื่อชาวบ้านพบหินที่มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูปกลางป่า จึงตีความว่าเป็นนิมิตมงคลและเป็นสัญญาณว่าพื้นที่นั้นเหมาะสมแก่การสร้างพระพุทธรูปประจำเมือง การสร้างองค์พระครอบหินและจอมปลวกจึงเป็นการเปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติให้กลายเป็นศาสนสถาน และทำให้หลวงพ่อโตมีรากความศรัทธาที่เชื่อมระหว่างธรรมชาติ พุทธศาสนา และการก่อตั้งชุมชนอย่างแน่นแฟ้น
ในช่วงแรก หลวงพ่อโตเชื่อกันว่าสร้างไว้กลางแจ้ง เป็นพระเจ้าใหญ่ประจำเมือง รอบองค์พระมีการสร้างวัดและนิมนต์พระภิกษุสามเณรมาอยู่ แต่การตั้งเมืองบริเวณดังกล่าวยังไม่มั่นคง เนื่องจากอยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ต่อมาจึงมีการย้ายเมืองไปยังพื้นที่บ้านแตระและบ้านหาดในปัจจุบัน เมื่อเมืองย้ายออกไป วัดพระเจ้าใหญ่ก็เสื่อมโทรมและร้างลง พื้นที่รอบองค์พระกลายเป็นป่าทึบ มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น เรื่องเล่าท้องถิ่นยังกล่าวถึงความรกทึบของป่าในอดีตว่าเสือท้องแก่เคยมาคลอดลูกบนหน้าตักพระพุทธรูป เรื่องนี้สะท้อนทั้งความร้างของพื้นที่และความคงอยู่ขององค์พระที่ยังเป็นศูนย์กลางความศักดิ์สิทธิ์แม้อยู่กลางป่า
ต่อมาพระหลักคำอุด พระหลักคำประจำเมือง ได้มาพบองค์พระและเกิดศรัทธา จึงชักชวนชาวบ้านมาร่วมกันบูรณะวัดร้างขึ้นใหม่ พร้อมสร้างพระอุโบสถคร่อมองค์พระพุทธรูป การสร้างอุโบสถคร่อมหลวงพ่อโตทำให้องค์พระได้รับการปกป้องจากแดดฝนและทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มีแบบแผนทางพุทธศาสนาชัดเจนขึ้น วัดจึงกลับมาเป็นศูนย์กลางจิตใจของชาวบ้านอีกครั้ง การฟื้นฟูเช่นนี้สะท้อนพลังของศรัทธาชุมชนที่ไม่ปล่อยให้วัดร้างและพระพุทธรูปคู่เมืองสูญหายไปกับป่าและกาลเวลา
ตำนานอีกตอนหนึ่งที่ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมากล่าวว่า ภายหลังมีผู้ร้ายมาแกะเอาแก้วพระเนตรของหลวงพ่อโตทั้งสองข้างไป ด้วยอำนาจความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระ ชาวบ้านในละแวกนั้นได้ยินเสียงร้องก้องไปทั่วราวป่า ครั้นรุ่งเช้า ชาวบ้านตะแบกและบ้านภูมิจึงเดินไปตรวจสอบตามเสียงที่เกิดขึ้น และพบว่าดวงพระเนตรของหลวงพ่อโตหายไป ชาวบ้านจึงเข้าใจว่าเสียงที่ได้ยินคือเสียงบอกเหตุของหลวงพ่อโต เรื่องเล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของศรัทธาที่ทำให้หลวงพ่อโตมีฐานะเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอย่างหนักแน่น
ประมาณ พ.ศ. 2325 พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน หรือบุญจันทร์ เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ 3 ได้บูรณะซ่อมแซมองค์พระครั้งใหญ่ ด้วยการก่ออิฐหุ้มองค์เดิมและสร้างฐานให้สูงขึ้น ทำให้องค์พระมีขนาดใหญ่และสง่างามมากขึ้น จนผู้คนเรียกขานว่า “หลวงพ่อโต” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงพ่อโตจึงเป็นผลรวมของศรัทธาหลายยุคสมัย เริ่มจากก้อนหินสีแดงบนจอมปลวก การสร้างพระพุทธรูปกลางแจ้ง การร้างไปของวัด การฟื้นฟูโดยพระหลักคำอุด และการบูรณะโดยเจ้าเมืองขุขันธ์ จนกลายเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ชาวขุขันธ์เคารพสืบมา
หลวงพ่อโตวัดเขียนบูรพารามเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3.50 เมตร สูงประมาณ 6.80 เมตร ถึง 7 เมตร ตามการเรียกขานโดยทั่วไป พุทธลักษณะงดงามและแสดงอิทธิพลศิลปะที่ผสมผสานระหว่างล้านช้างกับอยุธยาตอนปลาย ปางมารวิชัยหมายถึงช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงชนะพญามารก่อนตรัสรู้ สื่อถึงความมั่นคงทางธรรม การชนะอุปสรรค และพลังแห่งศรัทธา เมื่อหลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ภายในสิมเก่าแก่ของวัด จึงทำให้พื้นที่นี้มีทั้งความงดงามทางศิลปกรรมและความลึกซึ้งทางจิตใจ
ชาวขุขันธ์ให้ความเคารพหลวงพ่อโตในฐานะพระคู่บ้านคู่เมืองมาเป็นเวลาหลายร้อยปี การมากราบหลวงพ่อโตไม่ได้เป็นเพียงการไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่เป็นการเชื่อมตนเองเข้ากับประวัติศาสตร์ของเมืองเก่า หลวงพ่อโตเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งถิ่นฐาน การฟื้นฟูชุมชน และความต่อเนื่องของพระพุทธศาสนาในพื้นที่อีสานใต้ หลายครอบครัวในอำเภอขุขันธ์จึงผูกพันกับวัดเขียนมาตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านการทำบุญ วันพระ งานประเพณี พิธีกรรมของครอบครัว และการเล่าตำนานหลวงพ่อโตจากรุ่นสู่รุ่น
พระอุโบสถวัดเขียนบูรพารามเป็นโบราณสถานสำคัญที่สุดของวัด มีลักษณะเป็นสิมอีสาน ก่ออิฐถือปูนเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่บนฐานสูง มีบันไดทางขึ้นด้านหน้าและด้านหลัง หลังคาทรงจั่วซ้อนลดชั้น โครงหลังคาใช้ไม้และมีเครื่องไม้แกะสลักประดับโดยรอบ ลวดลายที่ปรากฏมีทั้งลายพรรณพฤกษา ลายกนกเครือวัลย์ หัวพญานาค และภาพเรื่องรามเกียรติ์บริเวณหน้าบัน งานไม้เหล่านี้สะท้อนฝีมือช่างขุขันธ์และความละเอียดของศิลปกรรมพื้นถิ่นที่ผสมผสานพระพุทธศาสนา วรรณคดี และความเชื่อท้องถิ่นไว้ในอาคารเดียว
สิมอีสานของวัดเขียนบูรพารามมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมสูง เพราะยังคงสัดส่วนและรูปแบบอาคารวัดท้องถิ่นที่แตกต่างจากพระอุโบสถขนาดใหญ่ในเมืองหลวง ตัวอาคารไม่ได้เน้นความโอ่อ่าเกินจำเป็น แต่เน้นความมั่นคง ความพอดี และการรองรับองค์พระสำคัญภายใน ผนังก่ออิฐฉาบปูน หลังคาใช้โครงไม้ และส่วนประดับหลังคาใช้ไม้แกะสลักอย่างประณีต ความงามของสิมแห่งนี้จึงอยู่ที่ความเก่า ความสงบ ความพอดี และความสัมพันธ์กับชุมชนที่ใช้พื้นที่นี้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง
บริเวณรอบพระอุโบสถมีเจดีย์ย่อมุมหรือเจดีย์ธาตุศิลปะแบบล้านช้างตั้งอยู่ตามมุมทั้ง 4 เดิม ปัจจุบันเหลือให้เห็นชัดเจน 2 องค์ด้านหน้าอุโบสถ ส่วนด้านหลังเหลือเป็นร่องรอยหรือซากปรักหักพัง เจดีย์เหล่านี้ช่วยเพิ่มคุณค่าทางศิลปกรรมและบอกความเชื่อมโยงระหว่างเมืองขุขันธ์กับวัฒนธรรมล้านช้างในอีสาน การวางเจดีย์รายรอบสิมทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มีองค์ประกอบครบถ้วนมากขึ้น และสะท้อนการจัดผังวัดโบราณที่ให้ความสำคัญกับแกนพระอุโบสถ หลวงพ่อโต และองค์ธาตุรายในพื้นที่เดียวกัน
ข้างพระอุโบสถยังพบเสมาหินชนิดหินทราย ซึ่งชุมชนท้องถิ่นกล่าวถึงว่าเกี่ยวข้องกับศิลปะทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11–16 เสมาหินเป็นวัตถุสำคัญในพื้นที่พระอุโบสถ เพราะทำหน้าที่กำหนดเขตพัทธสีมาสำหรับประกอบสังฆกรรม การมีเสมาหินอยู่ใกล้สิมเก่าแก่ทำให้วัดเขียนบูรพารามมีมิติทางโบราณคดีที่น่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะไม่ได้มีเพียงองค์พระและอาคารเท่านั้น แต่ยังมีวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่สัมพันธ์กับพิธีกรรมและพื้นที่พระสงฆ์ตามแบบแผนพระพุทธศาสนา
หน้าบันของพระอุโบสถมีงานไม้จำหลักเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของช่างฝีมือขุขันธ์ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงรัตนโกสินทร์ตอนกลาง งานแกะสลักเหล่านี้มีคุณค่าทั้งด้านศิลปกรรมและด้านสังคม เพราะแสดงให้เห็นว่าช่างท้องถิ่นสามารถรับเรื่องราววรรณคดีสำคัญของไทยมาถ่ายทอดผ่านภาษาศิลป์ของตนเองได้อย่างงดงาม ภาพรามเกียรติ์บนหน้าบันจึงไม่ใช่เพียงลวดลายตกแต่ง แต่เป็นหลักฐานว่าพระอุโบสถวัดเขียนเคยเป็นพื้นที่ที่ศิลปะ วรรณคดี และศรัทธาทางศาสนาเกื้อหนุนกันอย่างชัดเจน
ราวบันไดปูนปั้นเสริมอิฐรูปมังกรหรือรูปสัตว์ในคติศิลปะท้องถิ่นที่ปรากฏบริเวณทางขึ้นอุโบสถด้านทิศเหนือเป็นรายละเอียดอีกส่วนที่ควรสังเกต สิ่งนี้สะท้อนการรับอิทธิพลทางศิลปะหลายสายของเมืองขุขันธ์ ทั้งเขมรถิ่น ลาว ล้านช้าง และไทยภาคกลางซึ่งมาผสมกันในงานวัดพื้นบ้าน การชมวัดเขียนบูรพารามจึงควรมองอย่างละเอียด ไม่ใช่มองเพียงองค์พระหรือภาพรวมอาคาร เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้คือหลักฐานที่บอกเรื่องช่างพื้นถิ่นและความเชื่อของคนในอดีตได้ชัดเจน
วัดเขียนบูรพารามได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ 53 ตารางวา การขึ้นทะเบียนนี้ยืนยันว่าอุโบสถ หลวงพ่อโต เจดีย์ราย และองค์ประกอบทางศิลปกรรมของวัดมีคุณค่ามากกว่าระดับชุมชน แต่เป็นมรดกสำคัญของชาติ การอนุรักษ์วัดจึงเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างวัด ชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น หน่วยงานด้านศิลปกรรม และผู้มาเยือนทุกคนที่ต้องใช้พื้นที่อย่างเคารพ
การบูรณะวัดในยุคหลังมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาโบราณสถานให้คงอยู่ โดยเฉพาะการบูรณะพระอุโบสถและองค์หลวงพ่อโตในช่วง พ.ศ. 2544–2545 ซึ่งทำให้อาคารเก่าและพระพุทธรูปสำคัญยังคงอยู่ในสภาพที่ประชาชนสามารถเข้าสักการะได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการจัดสร้างหลวงพ่อโตจำลองเพื่อให้ประชาชนได้ปิดทองโดยไม่กระทบองค์พระประธานเดิม แนวทางนี้ช่วยรักษาสมดุลระหว่างศรัทธามีชีวิตกับการอนุรักษ์โบราณสถาน เพราะประชาชนยังทำบุญได้ตามประเพณี ขณะเดียวกันองค์เดิมก็ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
ปัจจุบันวัดเขียนบูรพารามยังเป็นวัดราษฎร์ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีพื้นที่วัดมากกว่า 21 ไร่ ภายในวัดมีทั้งพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ศาลาอเนกประสงค์ ศาลาบำเพ็ญกุศล ศาลาปฏิบัติธรรม ฌาปนสถาน หอระฆัง โรงครัว เรือนเก็บพัสดุ และพื้นที่ลานวัดสำหรับกิจกรรมชุมชน วัดจึงไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานที่หยุดนิ่ง แต่ยังเป็นวัดที่มีชีวิต มีพระสงฆ์จำพรรษา มีญาติโยมมาทำบุญ และมีบทบาทต่อกิจกรรมทางศาสนาและสังคมของชาวบ้านพรานกับเมืองขุขันธ์อย่างต่อเนื่อง
เจ้าอาวาสปัจจุบันของวัดเขียนบูรพารามคือ พระครูบูรพาโพธิธรรม ซึ่งเป็นผู้ดูแลวัดร่วมกับคณะสงฆ์ ชุมชนบ้านพราน ชุมชนเมืองขุขันธ์ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยเหนือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พระครูบูรพาโพธิธรรมมีบทบาทในการดูแลศาสนสถาน โบราณสถาน กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และการรองรับพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาสักการะหลวงพ่อโต การมีพระสงฆ์และชุมชนร่วมดูแลทำให้วัดยังคงเป็นศูนย์กลางจิตใจที่มีชีวิต ไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์เท่านั้น
ความสำคัญต่อชุมชนของวัดเขียนบูรพารามชัดเจนมาก เพราะวัดเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาของชุมชนมาอย่างยาวนาน ชาวบ้านใช้วัดเป็นพื้นที่ทำบุญ ฟังธรรม ร่วมงานประเพณี ประกอบพิธีกรรมในครอบครัว และร่วมกิจกรรมของหมู่บ้าน หลวงพ่อโตเป็นศูนย์รวมใจของประชาชน เพราะชาวบ้านเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวขุขันธ์ การมีวัดและองค์พระสำคัญเช่นนี้ทำให้ชุมชนมีหลักยึดร่วมกันทั้งในด้านศาสนา ความทรงจำ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น
การเดินชมวัดควรเริ่มจากพระอุโบสถซึ่งเป็นศูนย์กลางของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้มาเยือนควรถอดรองเท้าในจุดที่วัดจัดไว้ แต่งกายสุภาพ และเข้าสู่ภายในด้วยความสำรวม เมื่อกราบหลวงพ่อโตแล้วควรใช้เวลาสังเกตพุทธลักษณะขององค์พระ ขนาดหน้าตัก ความสูง ฐานประดิษฐาน และบรรยากาศภายในสิม จากนั้นจึงเดินชมสถาปัตยกรรมโดยรอบ ทั้งเจดีย์รายด้านหน้า ร่องรอยเจดีย์ด้านหลัง งานไม้จำหลักหน้าบัน ลายพรรณพฤกษา รูปพญานาค เสมาหิน และราวบันไดปูนปั้น การชมด้วยจังหวะช้า ๆ จะทำให้เห็นคุณค่าของวัดได้ลึกกว่าการเข้ามากราบพระแล้วออกไปทันที
วัดเขียนบูรพารามเหมาะสำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองขุขันธ์อย่างยิ่ง เพราะวัดตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางอำเภอและใกล้จุดสำคัญหลายแห่ง เช่น ศาลหลักเมืองขุขันธ์ อนุสาวรีย์พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน วัดไทยเทพนิมิต วัดลำภู และย่านเมืองเก่า ผู้มาเยือนสามารถจัดเส้นทางเรียนรู้เมืองขุขันธ์โดยเริ่มจากวัดเขียนเพื่อกราบหลวงพ่อโตและชมสิมอีสาน จากนั้นไปศาลหลักเมืองเพื่อเข้าใจระบบความเชื่อเมืองเก่า และไปอนุสาวรีย์เจ้าเมืองขุขันธ์เพื่อเชื่อมกับประวัติการก่อตั้งเมือง เส้นทางนี้ทำให้เห็นภาพขุขันธ์ทั้งด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ และชุมชนท้องถิ่นได้ครบถ้วน
การเดินทาง ไปวัดเขียนบูรพารามทำได้สะดวกจากตัวอำเภอขุขันธ์ เพราะวัดอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 400 เมตร หากเดินทางจากตัวเมืองศรีสะเกษ ให้ใช้เส้นทางไปอำเภอขุขันธ์ ระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร เมื่อเข้าสู่ตัวอำเภอขุขันธ์ให้มุ่งหน้าไปบ้านพราน ตำบลห้วยเหนือ วัดตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนเมืองเก่า สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถรับจ้างท้องถิ่น หรือใช้วัดเป็นจุดหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวอำเภอขุขันธ์ หากเดินทางด้วยรถโดยสาร ควรลงในตัวอำเภอขุขันธ์แล้วต่อรถรับจ้างมายังวัด
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมาเยือนคือช่วงเช้าและช่วงบ่ายก่อนเย็น ช่วงเช้ามีบรรยากาศสงบและไม่ร้อนมาก เหมาะสำหรับกราบหลวงพ่อโตและเดินชมสิมเก่า ส่วนช่วงบ่ายแสงธรรมชาติช่วยให้เห็นลวดลายไม้ หน้าบัน เจดีย์ราย และรายละเอียดอาคารชัดเจน ผู้ที่ต้องการถ่ายภาพควรถ่ายด้วยความสำรวม ไม่ใช้แฟลชใกล้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่รบกวนผู้สักการะ และไม่ปีนขึ้นบนส่วนโบราณสถาน เพราะองค์ประกอบบางส่วนมีอายุเก่าแก่และต้องได้รับการดูแลอย่างระมัดระวัง
มารยาทในการเข้าชมวัดเขียนบูรพารามควรยึดหลักการให้เกียรติพระพุทธศาสนา ชุมชน และโบราณสถาน ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าพระอุโบสถ ไม่ส่งเสียงดัง ไม่แตะต้ององค์หลวงพ่อโต เครื่องสักการะ เสมาหิน งานไม้เก่า หรือเจดีย์รายโดยไม่จำเป็น ไม่ปีนฐานเจดีย์หรือส่วนโบราณสถาน ไม่ขีดเขียนบนอาคาร และรักษาความสะอาดของพื้นที่วัด การมาเที่ยววัดเก่าแก่ควรระมัดระวังมากกว่าวัดทั่วไป เพราะทุกองค์ประกอบคือหลักฐานของอดีตที่ส่งต่อมาถึงปัจจุบัน
วัดเขียนบูรพารามไม่เก็บค่าเข้าชมแบบบัตรสถานที่ท่องเที่ยว ผู้มาเยือนสามารถเข้าสักการะหลวงพ่อโตและชมพื้นที่วัดได้ตามเวลาเปิดทำการ การถวายดอกไม้ พวงมาลัย ปัจจัย หรือร่วมบำรุงวัดเป็นไปตามศรัทธา ลักษณะเช่นนี้ทำให้วัดยังคงเป็นศาสนสถานของชุมชนที่เปิดกว้างสำหรับประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้สนใจประวัติศาสตร์ นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่ต้องการศึกษาศิลปกรรมพื้นถิ่นของอีสานใต้
สำหรับผู้ที่สนใจศิลปกรรม วัดเขียนบูรพารามเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความครบถ้วน เพราะมีทั้งหลวงพ่อโต สิมอีสาน เจดีย์รายล้านช้าง เสมาหินทราย ลวดลายไม้จำหลัก และตำนานท้องถิ่นที่อธิบายความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระ การชมวัดแห่งนี้จึงไม่ควรมองแยกเป็นส่วน ๆ แต่ควรมองทุกองค์ประกอบร่วมกัน หลวงพ่อโตคือศูนย์กลางศรัทธา สิมคือสถาปัตยกรรมที่ครอบองค์พระ เจดีย์รายคือกรอบศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่ เสมาหินคือเครื่องหมายพิธีกรรม และเรื่องเล่าคือพลังทางความทรงจำที่ทำให้วัดยังมีชีวิตในใจชาวบ้าน
สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ วัดเขียนบูรพารามเป็นสถานที่ที่ช่วยอธิบายวัฒนธรรมอีสานใต้ได้ดี เพราะแสดงให้เห็นการผสมผสานของพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมเขมรถิ่น ศิลปะล้านช้าง ศิลปะอยุธยาตอนปลาย และสถาปัตยกรรมสิมอีสานในพื้นที่เดียวกัน ผู้มาเยือนจะเข้าใจว่าศรีสะเกษไม่ได้มีเพียงปราสาทหินหรือแหล่งโบราณคดีขอมเท่านั้น แต่ยังมีวัดพุทธพื้นบ้านที่สืบทอดความศรัทธา ศิลปะ ภาษา และประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างละเอียดอ่อน วัดเขียนบูรพารามจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเรียนรู้ขุขันธ์ในฐานะเมืองเก่าแห่งอีสานใต้
วัดเขียนบูรพารามจึงเป็นมากกว่าวัดเก่าแก่ในอำเภอขุขันธ์ เพราะเป็นประตูเข้าสู่ประวัติศาสตร์เมืองเก่า หลวงพ่อโตเป็นหัวใจศรัทธาของชุมชน พระอุโบสถสิมอีสานเป็นหลักฐานทางสถาปัตยกรรม เจดีย์รายล้านช้างเป็นร่องรอยความเชื่อและศิลปกรรม เสมาหินทรายเป็นเครื่องหมายพิธีกรรม และชื่อวัดที่มาจาก “วัดเขมร” สู่ “วัดเขียนบูรพาราม” เป็นหลักฐานทางภาษาและวัฒนธรรม วัดแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่ควรอยู่ในเส้นทางแรกของผู้ที่ต้องการเข้าใจขุขันธ์และมรดกวัฒนธรรมศรีสะเกษอย่างแท้จริง
| ชื่อสถานที่ | วัดบูรพาราม / วัดเขียนบูรพาราม ศรีสะเกษ |
| ชื่อเดิม / ชื่อเรียกท้องถิ่น | วัดเขมร, วัดเขียน, วัดบูรพาราม, วัดเขียนบูรพาราม |
| ประเภทสถานที่ | วัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ศาสนสถาน โบราณสถานแห่งชาติ แหล่งศิลปกรรมสิมอีสาน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาเมืองขุขันธ์ |
| ที่ตั้ง | บ้านพราน หมู่ 4 ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33140 |
| พิกัด | 14.716143, 104.205654 |
| ระยะทางจากจุดสำคัญ | ห่างจากที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ประมาณ 400 เมตร และห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษประมาณ 49 กิโลเมตร |
| ความสำคัญ | เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองขุขันธ์ ประดิษฐานหลวงพ่อโต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และมีพระอุโบสถลักษณะสิมอีสานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ |
| ประวัติโดยสรุป | ตำนานเล่าว่าราว พ.ศ. 2323 พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน คนที่ 2 พร้อมกรมการเมืองและราษฎร ได้พบก้อนหินสีแดงคล้ายพระพุทธรูปบนจอมปลวก จึงสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่สวมทับ ต่อมาวัดร้างและได้รับการบูรณะหลายครั้ง จนหลวงพ่อโตกลายเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองขุขันธ์ |
| ที่มาของชื่อ | เดิมเรียกวัดเขมร ต่อมาคนทั่วไปเรียกเพี้ยนตามสำเนียงเป็นวัดเขียน และเมื่อใช้ชื่อทางราชการจึงเป็นวัดเขียนบูรพาราม เพราะวัดตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองขุขันธ์ |
| สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ | หลวงพ่อโต พระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3.50 เมตร สูงประมาณ 6.80 เมตร ถึง 7 เมตร เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองขุขันธ์ |
| โบราณสถานสำคัญ | พระอุโบสถลักษณะสิมอีสาน ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงจั่วซ้อน มีงานไม้แกะสลักลายพรรณพฤกษา ลายกนก หัวพญานาค และหน้าบันเรื่องรามเกียรติ์ |
| เจดีย์ราย / ธาตุโบราณ | รอบอุโบสถเดิมมีเจดีย์ธาตุศิลปะล้านช้าง 4 องค์ ปัจจุบันเหลือเด่นชัด 2 องค์ด้านหน้าอุโบสถ ส่วนด้านหลังเหลือร่องรอยหรือซากปรักหักพัง |
| เสมาหิน | ข้างอุโบสถมีเสมาหินชนิดหินทรายที่ชุมชนกล่าวถึงว่าเกี่ยวข้องกับศิลปะทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 - 16 เป็นองค์ประกอบสำคัญของพื้นที่พัทธสีมา |
| สถานะโบราณสถาน | ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 107 ตอนที่ 16 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2533 พื้นที่ประมาณ 2 ไร่ 53 ตารางวา |
| เจ้าอาวาส / ผู้ดูแล | พระครูบูรพาโพธิธรรม เจ้าอาวาสวัดเขียนบูรพาราม ร่วมกับคณะสงฆ์ ชุมชนบ้านพราน ชุมชนเมืองขุขันธ์ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยเหนือ และหน่วยงานด้านพระพุทธศาสนาและศิลปกรรมในจังหวัดศรีสะเกษ |
| สถานะปัจจุบัน | ยังเป็นวัดที่เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะหลวงพ่อโต ประกอบศาสนพิธี ทำบุญ ปฏิบัติธรรม และเรียนรู้โบราณสถานสิมอีสานคู่เมืองขุขันธ์ |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 - 17.00 น. |
| ค่าเข้าชม | ไม่เก็บค่าเข้าชมแบบบัตรสถานที่ท่องเที่ยว การทำบุญ ถวายดอกไม้ พวงมาลัย ปัจจัย หรือร่วมบำรุงวัดเป็นไปตามศรัทธา |
| โซน / ส่วนสำคัญภายในวัด | 1. โซนพระอุโบสถ / สิมอีสานโบราณ 2. โซนหลวงพ่อโต 3. โซนเจดีย์รายศิลปะล้านช้างด้านหน้าอุโบสถ 4. โซนซากเจดีย์และร่องรอยโบราณสถานด้านหลัง 5. โซนเสมาหินทรายและพื้นที่พัทธสีมา 6. โซนศาลาการเปรียญ 7. โซนศาลาปฏิบัติธรรม 8. โซนกุฏิสงฆ์และศาสนสถานใช้งานปัจจุบัน 9. โซนลานวัดและพื้นที่ประกอบกิจกรรมชุมชน 10. โซนเรียนรู้ประวัติเมืองขุขันธ์และโบราณสถาน |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | ลานวัด จุดสักการะหลวงพ่อโต ศาลา พื้นที่ประกอบพิธี จุดจอดรถในบริเวณที่วัดหรือชุมชนจัดไว้ และเส้นทางเดินชมอุโบสถ เจดีย์ราย เสมา และส่วนโบราณสถาน |
| เบอร์ติดต่อที่เกี่ยวข้อง | องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยเหนือ โทร. 090-612-1832 สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ โทร. 045-622645 หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ โทร. 045-612611, 065-121-4049 |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองศรีสะเกษเดินทางสู่อำเภอขุขันธ์ ระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร เมื่อเข้าสู่ตัวอำเภอขุขันธ์ไปทางบ้านพราน ตำบลห้วยเหนือ วัดอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ประมาณ 400 เมตร เหมาะกับการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถรับจ้างท้องถิ่น หรือจัดเส้นทางร่วมกับแหล่งวัฒนธรรมในตัวอำเภอขุขันธ์ |
| ข้อปฏิบัติสำหรับผู้เข้าชม | แต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าพระอุโบสถ รักษาความสงบ ไม่แตะต้ององค์หลวงพ่อโตหรือเครื่องสักการะโดยไม่เหมาะสม ไม่ปีนฐานเจดีย์หรือส่วนโบราณสถาน ไม่ขีดเขียนบนอาคาร ไม่รบกวนผู้มาสักการะ และรักษาความสะอาดของพื้นที่วัด |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. ศาลหลักเมืองขุขันธ์ ประมาณ 1 กม. 2. อนุสาวรีย์พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากะจะ) ประมาณ 1 กม. 3. วัดไทยเทพนิมิตร ประมาณ 1 กม. 4. วัดลำภู / พระแก้วเนรมิต ประมาณ 4 กม. 5. วัดสะอางโพธิญาณ ประมาณ 5 กม. 6. โรงแรมบ้านสวนศรีสุภาพและเส้นทางสวนยางเก่า-หนองสะอาง ประมาณ 5 กม. โทร. 087-245-9125, 080-240-7090 7. ปราสาทตาเล็ง ประมาณ 24 กม. 8. ตัวเมืองศรีสะเกษ ประมาณ 49 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. Loft House Café ขุขันธ์ ประมาณ 1 กม. โทร. 086-364-9492 2. El Fante Cafe / แซบนัว ขุขันธ์ ประมาณ 2 กม. โทร. 094-557-0578, 094-268-9666 3. เจี๊ยบ ตะบันตำ ขุขันธ์ ประมาณ 2 กม. โทร. 061-034-9564 4. ร้านเล่า @Khukhan ขุขันธ์ ประมาณ 3 กม. โทร. 082-515-1626 5. ร้านข้าวต้ม ป.นำชัย ถนนขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ ประมาณ 49 กม. โทร. 098-128-5251 6. ไหทอง อาหารอีสาน เมืองศรีสะเกษ ประมาณ 50 กม. โทร. 096-306-9505, 061-498-2025 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. ไชแอณ รีสอร์ท ขุขันธ์ ประมาณ 2 กม. โทร. 085-024-4829 2. โรงแรมบ้านสวนศรีสุภาพ ประมาณ 5 กม. โทร. 087-245-9125, 080-240-7090 3. ระนา รีสอร์ท ขุขันธ์ ประมาณ 5 กม. โทร. 083-798-7353 4. สวัสดี รีสอร์ท ขุขันธ์ ประมาณ 7 กม. โทร. 086-450-1840 5. โรงแรมพรหมพิมาน เมืองศรีสะเกษ ประมาณ 49 กม. โทร. 045-612-667, 045-612-696, 045-612-150 6. B2 Sisaket Boutique & Budget Hotel ประมาณ 50 กม. โทร. 052-009-161, 088-263-2897 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดบูรพาราม หรือวัดเขียนบูรพาราม อยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดบูรพาราม หรือวัดเขียนบูรพาราม ตั้งอยู่ที่บ้านพราน หมู่ 4 ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ประมาณ 400 เมตร และห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษประมาณ 49 กิโลเมตร
ถาม: วัดบูรพารามกับวัดเขียนบูรพารามคือวัดเดียวกันหรือไม่?
ตอบ: เป็นวัดเดียวกัน เดิมเรียกวัดเขมร ต่อมาคนทั่วไปเรียกเพี้ยนตามสำเนียงเป็นวัดเขียน และชื่อทางราชการคือวัดเขียนบูรพาราม ส่วนชื่อวัดบูรพารามเป็นชื่อที่พบในข้อมูลท้องถิ่นและเกี่ยวข้องกับตำแหน่งของวัดที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองขุขันธ์
ถาม: วัดเขียนบูรพารามเปิดวันไหนและกี่โมง?
ตอบ: วัดเขียนบูรพารามเปิดทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น. ผู้มาเยือนสามารถเข้าสักการะหลวงพ่อโตและชมโบราณสถานภายในวัดได้ตามเวลาที่เปิดให้ประชาชนเข้ากราบไหว้
ถาม: วัดเขียนบูรพารามมีค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: วัดเขียนบูรพารามไม่เก็บค่าเข้าชมแบบบัตรสถานที่ท่องเที่ยว การทำบุญ ถวายดอกไม้ พวงมาลัย ปัจจัย หรือร่วมบำรุงวัดเป็นไปตามศรัทธาของผู้มาเยือน
ถาม: หลวงพ่อโตวัดเขียนบูรพารามมีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ: หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3.50 เมตร สูงประมาณ 6.80 เมตร ถึง 7 เมตร เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองขุขันธ์และเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวขุขันธ์มาหลายร้อยปี
ถาม: เจ้าอาวาสวัดเขียนบูรพารามปัจจุบันคือใคร?
ตอบ: เจ้าอาวาสปัจจุบันคือ พระครูบูรพาโพธิธรรม ซึ่งดูแลวัดร่วมกับคณะสงฆ์ ชุมชนบ้านพราน ชุมชนเมืองขุขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
ถาม: จุดเด่นที่ควรชมภายในวัดมีอะไรบ้าง?
ตอบ: จุดเด่นสำคัญ ได้แก่ หลวงพ่อโต พระอุโบสถลักษณะสิมอีสาน งานไม้แกะสลักบริเวณหน้าบันและหลังคา เจดีย์รายศิลปะล้านช้างด้านหน้าอุโบสถ เสมาหินทราย และบรรยากาศวัดเก่าแก่คู่เมืองขุขันธ์
ถาม: ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเข้าชมวัดเขียนบูรพาราม?
ตอบ: ควรแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าพระอุโบสถ รักษาความสงบ ไม่แตะต้ององค์พระหรือโบราณสถานโดยไม่จำเป็น ไม่ปีนเจดีย์หรือฐานอาคาร ไม่ขีดเขียนบนอาคาร และช่วยรักษาความสะอาดของพื้นที่วัด
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคอีสาน
ปรับปรุงล่าสุด : 4 สัปดาห์ที่แล้ว



