หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน >อ.เมืองแม่ฮ่องสอน >ต.จองคำ > วัดกลางทุ่ง
TL;DR: วัดกลางทุ่ง อยู่ที่56 ถนนนิเวศพิศาล ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน 58000 เปิดทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น. จุดเด่นคือ วัดมหานิกายที่มีเรื่องราวก่อตั้งละเอียดชัดเจน ผสมผสานศิลปะจีนกับไทยใหญ่ และยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของชุมชน.
วัดกลางทุ่ง

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 - 17.00 น.
วัดกลางทุ่ง เป็นวัดเก่าแก่สำคัญอีกแห่งของตัวเมืองแม่ฮ่องสอนที่สะท้อนความต่อเนื่องของชุมชนไทยใหญ่ในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน ทั้งในแง่ประวัติความเป็นมา สถาปัตยกรรม และบทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและการปฏิบัติธรรมของชุมชน วัดตั้งอยู่เลขที่ 56 ถนนนิเวศพิศาล ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน และแม้ปัจจุบันพื้นที่รอบวัดจะเป็นย่านเมืองที่เข้าถึงสะดวก แต่ชื่อของวัดยังคงเก็บความทรงจำดั้งเดิมเอาไว้ เพราะคำว่า “วัดกลางทุ่ง” มาจากลักษณะพื้นที่เดิมซึ่งเคยตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา
เสน่ห์ของวัดกลางทุ่งอยู่ที่การเป็นวัดซึ่งมีเรื่องราวการก่อร่างอย่างละเอียดและมีพัฒนาการชัดเจนตั้งแต่จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ไปสู่การเป็นวัดที่สมบูรณ์ขึ้นตามแรงศรัทธาของชาวบ้าน จากข้อมูลประวัติ วัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2448 โดยจุดเริ่มแรกไม่ได้เกิดจากการสร้างวัดขนาดใหญ่ทันที แต่เริ่มจากการสร้างเจดีย์ขึ้นในพื้นที่สวนกล้วย ผู้ริเริ่มคือ จองอูพะก่าแวง กวีวัฒน์ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในประวัติการก่อตั้งวัด เรื่องราวของจุดเริ่มต้นนี้ทำให้วัดกลางทุ่งมีมิติทางความเชื่อและเรื่องเล่าท้องถิ่นที่น่าสนใจมากกว่าวัดที่เกิดขึ้นจากกระบวนการก่อสร้างแบบทางการเพียงอย่างเดียว
ประวัติที่เล่าต่อกันมาระบุว่า ก่อนจะสร้างเจดีย์ จองอูพะก่าแวง กวีวัฒน์ ได้ฝันถึงภรรยาที่ล่วงลับไปแล้วคือ นางจิ่ง โดยในความฝันนางต้องการให้สร้างเจดีย์ในบริเวณสวนกล้วยแห่งนั้น ความฝันดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้เกิดการก่อสร้างเจดีย์ขึ้น และต่อยอดไปสู่การก่อตั้งวัดในเวลาต่อมา เรื่องเล่านี้สะท้อนลักษณะของวัดไทยใหญ่หลายแห่งในแม่ฮ่องสอนที่ผูกโยงศรัทธาทางศาสนาเข้ากับความเชื่อ ความฝัน และประสบการณ์ส่วนบุคคลอย่างแนบแน่น ทำให้ประวัติของวัดมีความเป็นมนุษย์และมีชีวิตมากกว่าการเป็นเพียงลำดับเหตุการณ์ทางเอกสาร
หลังจากสร้างเจดีย์ขึ้นแล้ว จองอูพะก่าแวง กวีวัฒน์ ได้นิมนต์พระจากวัดนาบอน ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว มาจำพรรษา โดยสร้างกุฎีหลังเล็กถวายและตั้งชื่อสถานที่นี้ว่า จองปุ๊กป่าโหย่ง จุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้เห็นว่าในระยะแรกวัดกลางทุ่งยังเป็นพื้นที่ศาสนาขนาดเล็กที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นจากแรงศรัทธาของชุมชน ไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะของวัดใหญ่สำเร็จรูป แต่เป็นวัดที่ขยายตัวไปพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของผู้มีศรัทธาและการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในพื้นที่
ต่อมาใน พ.ศ. 2458 นายอูป่อและนางส่วย วิมาละ ได้ร่วมกันสร้างพระพุทธรูปสำคัญของวัด คือ เจ้าพาราเหม่ป้อก ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะเฉพาะ กล่าวคือเป็นพระพุทธรูปที่สร้างโดยมีฐานและองค์พระติดกับพื้นดินก่อน แล้วจึงสร้างอาคารครอบในภายหลัง พระพุทธรูปองค์นี้ปัจจุบันเป็นพระประธานของศาลาการเปรียญ และถือเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดของวัดกลางทุ่ง เพราะเป็นทั้งศูนย์รวมศรัทธาและหลักฐานของรสนิยมทางศิลปกรรมไทยใหญ่ในพื้นที่แม่ฮ่องสอน
ชื่อ “เจ้าพาราเหม่ป้อก” เองก็มีความน่าสนใจในเชิงภาษาวัฒนธรรม เพราะสะท้อนรูปแบบการเรียกขานพระพุทธรูปในกลุ่มชุมชนไทยใหญ่ที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ไม่ได้ซ้ำกับภาษาที่คุ้นเคยในวัดภาคกลางหรือภาคอื่นของไทยโดยตรง ความแตกต่างเช่นนี้ทำให้วัดกลางทุ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีมากสำหรับผู้ที่สนใจทั้งศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมท้องถิ่นของแม่ฮ่องสอน
ภายหลังเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและยกแม่ฮ่องสอนขึ้นเป็นจังหวัด จองปุ๊กป่าโหย่งจึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดกลางทุ่ง ตามลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนา ชื่อใหม่นี้เกิดจากการเรียกขานของชาวบ้านที่ใช้ต่อกันมาจนติดปาก และกลายเป็นชื่อทางการของวัดในเวลาต่อมา เรื่องนี้ทำให้ชื่อวัดกลางทุ่งมีความหมายมาก เพราะไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่ตั้งขึ้นโดยระบบราชการ แต่เกิดจากการเรียกของคนในชุมชนจริง ๆ จึงสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับพื้นที่รอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ
วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2516 โดยมีเขตวิสุงคามสีมากว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร เหตุการณ์นี้มีความสำคัญในเชิงสถานะของวัด เพราะสะท้อนว่าพื้นที่แห่งนี้มีความมั่นคงและมีบทบาททางคณะสงฆ์อย่างชัดเจนแล้วในเวลานั้น การได้รับวิสุงคามสีมาไม่เพียงเป็นเรื่องทางกฎหมายของวัด แต่ยังเป็นหลักฐานว่าชุมชนและคณะสงฆ์ได้พัฒนาวัดแห่งนี้จนมีความพร้อมในระดับที่สำคัญต่อการประกอบกิจทางพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์
อีกช่วงสำคัญของพัฒนาการวัดคือเรื่องของ ศาลาการเปรียญ เดิมอาคารนี้สร้างด้วยเสาไม้ พื้นกระดาน และหลังคามุงสังกะสี แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็มีสภาพทรุดโทรม จึงมีการรื้อถอนอาคารเดิมเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2521 แล้วสร้างใหม่ขึ้นแทน มีการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 ใช้เวลาก่อสร้าง 1 ปี 6 เดือน และประกอบพิธีฉลองเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 ลำดับเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นว่าการพัฒนาวัดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีรายละเอียดเชิงประวัติที่ชัดเจนมาก ซึ่งเป็นจุดแข็งของวัดกลางทุ่งเมื่อเทียบกับวัดหลายแห่งที่มีข้อมูลเพียงคร่าว ๆ
ศาลาการเปรียญหลังปัจจุบันมีขนาดกว้าง 34 เมตร ยาว 34 เมตร และมีรูปทรงเป็น ศิลปะแบบจีนผสมไทยใหญ่ ซึ่งถือเป็นลักษณะน่าสนใจมากในเชิงสถาปัตยกรรม เพราะสะท้อนการผสมผสานอิทธิพลทางช่างในเมืองแม่ฮ่องสอนที่มีความหลากหลาย ตัวอาคารใช้เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นกระดาน หลังคามุงกระเบื้องลอนคู่ หน้าต่างบานกระจก และมีเสาประดับลวดลายดอกที่ทำด้วยกระจกใสและกระจกเงาหลากสี เมื่อต้องแสงจะเกิดประกายแวววาวและให้ความรู้สึกงดงามน่าเลื่อมใสอย่างมาก
ความโดดเด่นของเสาที่ประดับด้วยกระจกใสและกระจกเงาหลากสี เป็นสิ่งที่ทำให้วัดกลางทุ่งมีบุคลิกต่างจากวัดที่เน้นความเรียบขรึมเพียงอย่างเดียว ความงามของวัดแห่งนี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาดอาคารเท่านั้น แต่เกิดจากรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนความประณีตและรสนิยมของช่างในพื้นที่ การใช้กระจกประดับทำให้พื้นที่ภายในศาลาการเปรียญดูมีชีวิต มีแสงเงา และสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนได้ง่ายมาก โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นกับตาตนเอง
นอกจากศาลาการเปรียญแล้ว ภายในวัดยังมีการก่อสร้าง อุโบสถ หอระฆัง ศาลาจำศีล และมีการปรับภูมิทัศน์โดยรวมให้เหมาะกับการเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม รายละเอียดส่วนนี้ทำให้วัดกลางทุ่งไม่ได้เป็นเพียงวัดที่มีเรื่องราวในอดีตเท่านั้น แต่ยังเป็นวัดที่มีการใช้งานและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน โดยรักษาสมดุลระหว่างความเป็นวัดชุมชนกับความพร้อมในด้านพื้นที่ศาสนาและการปฏิบัติธรรม
บทบาทของวัดในฐานะ สถานที่ปฏิบัติธรรม ยังช่วยเพิ่มมิติทางการใช้งานจริงของพื้นที่ ผู้มาเยือนจึงไม่ได้เห็นเพียงสถาปัตยกรรมหรือพระพุทธรูปสำคัญ แต่ยังสัมผัสได้ว่าวัดแห่งนี้มีหน้าที่รองรับกิจกรรมทางจิตใจของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ความเป็นวัดที่มีทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และการปฏิบัติธรรมพร้อมกัน ทำให้วัดกลางทุ่งมีคุณค่าในหลายระดับและน่าแวะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยากเข้าใจแม่ฮ่องสอนให้ลึกขึ้น
รายนามเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. 2456 ถึงปัจจุบันยังช่วยยืนยันความต่อเนื่องของวัดได้อย่างดี โดยมีเจ้าอาวาสทั้งหมด 7 รูป ได้แก่ พระครูวิริยมงคล, พระต่าย, พระยุ้น, พระครูสุมนวรคุณ, พระสมุห์ทองสุข สทธาธิโก, พระใบฎีกาสมพงษ์ ปภากโร และ พระอธิการเสรี ธีรปญโญ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันตามข้อมูลสาธารณะที่พบสอดคล้องกันในแหล่งข้อมูลวัฒนธรรมหลายแห่ง รายชื่อเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงลำดับนาม แต่สะท้อนการสืบทอดภารกิจของวัดกลางทุ่งผ่านยุคสมัยต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
วัดกลางทุ่งยังเกี่ยวข้องกับ ประเพณีปอยส่างลอง ซึ่งเป็นประเพณีบวชลูกแก้วอันสำคัญของชุมชนไทยใหญ่ในแม่ฮ่องสอน โดยมีข้อมูลประชาสัมพันธ์ร่วมสมัยยืนยันว่าวัดแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานในอำเภอเมือง ความเกี่ยวข้องกับประเพณีนี้ยิ่งทำให้วัดมีชีวิตทางวัฒนธรรมอย่างเด่นชัด เพราะไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สงบสำหรับไหว้พระเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีของพิธีกรรมสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ของคนไทยใหญ่ในแม่ฮ่องสอนอย่างชัดเจน
ในเชิงทำเล วัดกลางทุ่งอยู่บนถนนนิเวศพิศาล ซึ่งเข้าถึงได้สะดวกจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน และยังอยู่ไม่ไกลจากสนามบินแม่ฮ่องสอน ทำให้ผู้ที่เดินทางมาถึงเมืองสามารถแวะเที่ยวได้ง่าย บรรยากาศของวัดจึงต่างจากวัดบนดอยหรือวัดริมหนองตรงที่ให้ความรู้สึกเป็นวัดชุมชนกลางเมืองที่ยังมีจังหวะชีวิตจริงอยู่โดยรอบ นักท่องเที่ยวสามารถรวมวัดนี้ไว้ในเส้นทางเที่ยววัดรอบเมืองได้อย่างสบาย
สำหรับผู้ที่สนใจงานช่าง วัดกลางทุ่งให้ประสบการณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะมีทั้งองค์ประกอบแบบไทยใหญ่ดั้งเดิมและองค์ประกอบแบบจีนผสมอยู่ในศาลาการเปรียญ การได้เห็นการผสมผสานนี้ในพื้นที่จริงช่วยให้เข้าใจว่าศิลปกรรมของแม่ฮ่องสอนไม่ได้หยุดนิ่งอยู่ในรูปแบบเดียว แต่มีการรับอิทธิพล ปรับใช้ และสร้างบุคลิกเฉพาะของตนขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตามบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเมือง
หากมองในแง่ของการท่องเที่ยว วัดกลางทุ่งเหมาะกับทั้งผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผู้ที่ชอบเที่ยววัด ผู้ที่อยากรู้จักชุมชนไทยใหญ่ และผู้ที่ต้องการหาสถานที่สงบเพื่อปฏิบัติธรรม เพราะวัดแห่งนี้ตอบโจทย์ได้หลายด้านในเวลาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยภาพจำแบบแลนด์มาร์กใหญ่โต แต่ใช้ความลึกของเรื่องราวและคุณค่าของพื้นที่เป็นจุดแข็งแทน
นักท่องเที่ยวที่มีเวลาเที่ยวแม่ฮ่องสอนไม่มากก็ยังสามารถแวะวัดกลางทุ่งได้อย่างคุ้มค่า เพราะที่นี่มีทั้งเรื่องเล่าการก่อสร้างเจดีย์จากความฝัน ประวัติการเปลี่ยนชื่อวัด พระประธานเจ้าพาราเหม่ป้อก ศาลาการเปรียญอันโดดเด่น และรายนามเจ้าอาวาสที่บันทึกไว้ชัดเจน ซึ่งทำให้วัดมีความครบทั้งในด้านประวัติศาสตร์และการใช้งานจริงมากกว่าวัดหลายแห่ง
ในภาพรวม วัดกลางทุ่งเป็นวัดที่ควรค่าแก่การแวะสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจแม่ฮ่องสอนผ่านมุมของชุมชน วัด และวัฒนธรรมไทยใหญ่ เพราะสถานที่แห่งนี้มีทั้งรากประวัติศาสตร์ที่ชัด เรื่องเล่าที่มีชีวิต ศิลปกรรมที่น่าสนใจ และบทบาทปัจจุบันในฐานะสถานที่ปฏิบัติธรรมและพื้นที่ของประเพณี หากต้องการเที่ยวแม่ฮ่องสอนให้มากกว่าการชมวิว วัดกลางทุ่งคือหนึ่งในจุดที่ช่วยเปิดชั้นความหมายของเมืองได้ดีมาก
การเดินทาง วัดกลางทุ่งตั้งอยู่เลขที่ 56 ถนนนิเวศพิศาล ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อยู่ในเขตเมืองและเดินทางสะดวกจากหนองจองคำ ย่านตลาด และสนามบินแม่ฮ่องสอน ผู้ที่ใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์สามารถเข้าถึงได้ง่ายตามเส้นทางถนนในตัวเมือง และยังเหมาะกับการรวมไว้ในเส้นทางเที่ยววัดรอบเมืองแม่ฮ่องสอนในวันเดียว
| ชื่อสถานที่ | วัดกลางทุ่ง |
| สรุปสถานที่ | วัดเก่าแก่ของแม่ฮ่องสอนที่มีประวัติชัดเจนตั้งแต่การสร้างเจดีย์ในสวนกล้วย สู่การเป็นวัดสำคัญของชุมชน เด่นด้วยเจ้าพาราเหม่ป้อก ศาลาการเปรียญศิลปะจีนผสมไทยใหญ่ และบทบาทเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม |
| ที่ตั้ง | 56 ถนนนิเวศพิศาล ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน 58000 |
| ไฮไลต์ | เจ้าพาราเหม่ป้อก, ศาลาการเปรียญศิลปะจีนผสมไทยใหญ่, เสากระจกสี, วัดชุมชนเก่าแก่, สถานที่ปฏิบัติธรรม, ประเพณีปอยส่างลอง |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | สร้างเมื่อ พ.ศ. 2448 เดิมชื่อจองปุ๊กป่าโหย่ง เริ่มจากการสร้างเจดีย์ในสวนกล้วยโดยจองอูพะก่าแวง กวีวัฒน์ ต่อมา พ.ศ. 2458 มีการสร้างเจ้าพาราเหม่ป้อก และภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดกลางทุ่ง |
| ที่มาของชื่อ | ชาวบ้านเรียกวัดกลางทุ่งเพราะเดิมวัดตั้งอยู่กลางทุ่งนา |
| ลักษณะเด่น | วัดมหานิกายที่มีเรื่องราวก่อตั้งละเอียดชัดเจน ผสมผสานศิลปะจีนกับไทยใหญ่ และยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของชุมชน |
| การเดินทาง | อยู่บนถนนนิเวศพิศาลในเขตเมืองแม่ฮ่องสอน เดินทางสะดวกจากย่านหนองจองคำ ตลาด และสนามบินแม่ฮ่องสอน |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดใช้งานตามปกติ และยังเป็นวัดที่จัดกิจกรรมทางศาสนาและประเพณีของชุมชน |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | เปิดให้เข้าชมในเวลากลางวัน |
| ค่าเข้า | ไม่เก็บค่าเข้าชม |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | เจดีย์ดั้งเดิม, ศาลาการเปรียญ, เจ้าพาราเหม่ป้อก, อุโบสถ, หอระฆัง, ศาลาจำศีล, พื้นที่ปฏิบัติธรรม |
| เจ้าอาวาส / ผู้ดูแล | พระอธิการเสรี ธีรปญโญ |
| เว็บไซต์ / เพจทางการ | ฐานข้อมูลวัฒนธรรมไทย, ข้อมูลวัดกลางทุ่ง, ข่าวประเพณีจากสำนักประชาสัมพันธ์และ ททท. |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. วัดหัวเวียง 0.8 กม. 2. หนองจองคำ 1 กม. 3. วัดจองคำ-วัดจองกลาง 1 กม. 4. ถนนคนเดินแม่ฮ่องสอน 1 กม. 5. วัดพระธาตุดอยกองมู 4 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. กาแฟบ้านโบราณ 0.7 กม. 2. ขนมไทยครูแอ๋ว 0.8 กม. 3. Nung Phloen 0.9 กม. 4. Salween Home Restaurant 1 กม. โทร 084-687-8891 5. Bai Fern Restaurant 1 กม. โทร 053-611-374 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. Ngamta Hotel 0.9 กม. โทร 053-612-793 2. Yok Guest House 1 กม. 3. Panorama Hotel 1 กม. โทร 053-611-757 4. Mae Hong Son Hotel 1 กม. 5. Imperial Mae Hong Son Resort 3 กม. โทร 053-684-444 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดกลางทุ่งอยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดกลางทุ่งตั้งอยู่เลขที่ 56 ถนนนิเวศพิศาล ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อยู่ในเขตเมืองและเดินทางสะดวกมาก
ถาม: วัดกลางทุ่งสร้างเมื่อใด?
ตอบ: วัดกลางทุ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2448 โดยจุดเริ่มต้นมาจากการสร้างเจดีย์ในสวนกล้วยของจองอูพะก่าแวง กวีวัฒน์
ถาม: เจ้าพาราเหม่ป้อกคืออะไร?
ตอบ: เจ้าพาราเหม่ป้อกเป็นพระพุทธรูปสำคัญของวัด สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2458 และปัจจุบันเป็นพระประธานของศาลาการเปรียญ
ถาม: วัดกลางทุ่งมีจุดเด่นด้านสถาปัตยกรรมอะไร?
ตอบ: จุดเด่นคือศาลาการเปรียญศิลปะแบบจีนผสมไทยใหญ่ และเสาที่ประดับด้วยกระจกใสและกระจกเงาหลากสี
ถาม: วัดกลางทุ่งมีค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: ไม่เก็บค่าเข้าชม
ถาม: วัดกลางทุ่งเกี่ยวข้องกับประเพณีอะไรของแม่ฮ่องสอน?
ตอบ: วัดกลางทุ่งเป็นหนึ่งในสถานที่จัดประเพณีปอยส่างลองของชุมชนไทยใหญ่ในแม่ฮ่องสอน
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคเหนือ
ปรับปรุงล่าสุด : 2 เดือนที่แล้ว




