หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคกลาง >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี >อ.เมืองสุพรรณบุรี >ต.สระแก้ว > มูลนิธิข้าวขวัญ
TL;DR: มูลนิธิข้าวขวัญ อยู่ที่13/1 หมู่ 3 ถนนเทศบาลท่าเสด็จ 1 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เปิดวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 17.30 น.

สุพรรณบุรี

มูลนิธิข้าวขวัญ

มูลนิธิข้าวขวัญ

วันเปิดทำการ: วันจันทร์ – วันศุกร์
เวลาเปิดทำการ: 08.30 – 17.30 น.
 
มูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเกษตรกรรมยั่งยืนที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องข้าว พันธุกรรมพืชพื้นบ้าน เกษตรอินทรีย์ และทางเลือกของเกษตรกรที่ต้องการลดการพึ่งพาสารเคมีทางการเกษตร ตั้งอยู่ที่ 13/1 หมู่ 3 ถนนเทศบาลท่าเสด็จ 1 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ปฏิบัติงานของมูลนิธิอยู่ในบริบทของจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารและพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญของภาคกลางมาอย่างยาวนาน ทำให้มูลนิธิข้าวขวัญไม่ได้เป็นเพียงสำนักงานขององค์กรพัฒนาเอกชน แต่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงเรื่องข้าว เกษตรกร ระบบนิเวศ นวัตกรรมท้องถิ่น และการฟื้นฟูความมั่นคงทางอาหารเข้าด้วยกัน
 
หัวใจของมูลนิธิข้าวขวัญคือการทำงานร่วมกับเกษตรกร ไม่ใช่การกำหนดความรู้จากภายนอกแล้วส่งลงไปให้ชาวนาใช้เพียงฝ่ายเดียว แนวทางของมูลนิธิให้ความสำคัญกับการทดลอง การเรียนรู้ร่วมกัน การคัดเลือกพันธุ์ข้าว การฟื้นฟูพันธุ์พื้นบ้าน การพัฒนาวิธีปลูกที่เหมาะกับพื้นที่ และการลดต้นทุนจากการพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอก โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช และเมล็ดพันธุ์เชิงพาณิชย์บางประเภท แนวคิดเช่นนี้ทำให้มูลนิธิข้าวขวัญเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของขบวนการเกษตรกรรมทางเลือกในประเทศไทย
 
จุดเริ่มต้นของมูลนิธิย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2527 เมื่อเริ่มจากโครงการเลี้ยงปลาในนาข้าวและการส่งเสริมเกษตรกรรมแบบผสมผสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้การทำงานของสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม หรือ ATA โครงการในช่วงแรกนี้มีความสำคัญ เพราะสะท้อนแนวคิดว่าการเกษตรที่ดีไม่ควรแยกพืช สัตว์ น้ำ ดิน และแรงงานครอบครัวออกจากกัน แต่ควรออกแบบให้สิ่งต่าง ๆ เกื้อกูลกันในระบบเดียว เช่น นาข้าวสามารถเป็นพื้นที่ผลิตอาหารได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่เพียงปลูกข้าวอย่างเดียว แต่ยังสามารถเลี้ยงปลา ใช้เศษอินทรียวัตถุ และสร้างความหลากหลายของอาหารในครัวเรือนได้
 
ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 งานดังกล่าวได้แยกตัวจากสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม และก่อตั้งองค์การใหม่ในนามศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม หรือ Technology for Rural and Ecological Enrichment: TREE ช่วงเวลานี้เป็นระยะสำคัญของการขยายแนวคิดจากเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปสู่เทคโนโลยีเพื่อสังคมและนิเวศ ซึ่งไม่ได้มองเทคโนโลยีเพียงในฐานะเครื่องมือเพิ่มผลผลิต แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ชุมชนเข้าถึงได้ ใช้งานได้จริง ไม่ทำลายระบบนิเวศ และช่วยให้เกษตรกรมีอำนาจในการจัดการชีวิตและการผลิตของตนเองมากขึ้น
 
ปี พ.ศ. 2541 องค์กรได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิข้าวขวัญ โดยมีสำนักงานและพื้นที่ปฏิบัติงานภาคสนามในจังหวัดสุพรรณบุรี การเลือกตั้งฐานการทำงานในสุพรรณบุรีมีความหมายอย่างมาก เพราะสุพรรณบุรีเป็นจังหวัดเกษตรกรรมสำคัญ มีพื้นที่ทำนาขนาดใหญ่ มีระบบชลประทานและการผลิตเชิงพาณิชย์เข้มข้น ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเกษตรแบบปฏิวัติเขียว ซึ่งต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช และระบบตลาดที่ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
คำว่า “ปฏิวัติเขียว” ในบริบทของมูลนิธิข้าวขวัญไม่ได้ถูกมองเฉพาะด้านการเพิ่มผลผลิต แต่ถูกมองควบคู่กับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตเกษตรกร เมื่อเกษตรกรต้องซื้อปัจจัยการผลิตมากขึ้น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น หนี้สินเพิ่มขึ้น ดินเสื่อมคุณภาพ ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวลดลง และสุขภาพของทั้งผู้ผลิตกับผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากสารเคมี งานของมูลนิธิจึงมุ่งค้นหาทางเลือกที่ทำให้เกษตรกรกลับมาพึ่งพาความรู้ของตนเอง พึ่งพาทรัพยากรในพื้นที่ และพัฒนาระบบการผลิตที่ปลอดภัยกว่าเดิม
 
ปัจจุบันมูลนิธิข้าวขวัญตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ครึ่งในเขตเทศบาลท่าเสด็จ ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี พื้นที่นี้เป็นทั้งสำนักงาน แหล่งเรียนรู้ พื้นที่ทดลอง และศูนย์กลางการประสานงานกับเกษตรกร มูลนิธิมีพื้นที่ปฏิบัติงานในจังหวัดสุพรรณบุรี 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภออู่ทอง อำเภอเดิมบางนางบวช และอำเภอดอนเจดีย์ รวมถึงมีเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศมากกว่า 50 เครือข่าย การทำงานจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตั้งสำนักงาน แต่เชื่อมโยงเกษตรกรหลายภูมิภาคผ่านองค์ความรู้เรื่องพันธุ์ข้าว เกษตรอินทรีย์ และการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน
 
งานด้านพัฒนาพันธุกรรมข้าวเป็นภารกิจสำคัญของมูลนิธิข้าวขวัญ เพราะข้าวไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจ แต่เป็นฐานของวัฒนธรรม อาหาร และความมั่นคงของชุมชนไทย การทำงานเรื่องพันธุ์ข้าวของมูลนิธิจึงมุ่งให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการคัดเลือกพันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์ และรักษาพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง เกษตรกรไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อเมล็ดพันธุ์ แต่สามารถเป็นนักคัดพันธุ์ในแปลงนาของตนเองได้ การเปลี่ยนบทบาทเช่นนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยให้ชาวนากลับมามีอำนาจเหนือเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นต้นทางของการผลิตอาหาร
 
การอนุรักษ์และพัฒนาพืชพื้นบ้านเป็นอีกมิติหนึ่งที่ช่วยให้ระบบเกษตรมีความหลากหลายมากขึ้น พืชพื้นบ้านจำนวนมากมีคุณค่าทั้งด้านอาหาร ยา พันธุกรรม ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม และความเหมาะสมกับระบบเกษตรแบบผสมผสาน เมื่อเกษตรกรปลูกพืชหลากหลายชนิดร่วมกับข้าวหรือในพื้นที่เกษตรของตนเอง ระบบอาหารในครัวเรือนจะมั่นคงขึ้น ความเสี่ยงจากการพึ่งพาพืชชนิดเดียวลดลง และระบบนิเวศในแปลงเกษตรมีความสมดุลมากขึ้น
 
มูลนิธิข้าวขวัญยังทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตร โดยมองปัญหาอย่างรอบด้านตั้งแต่ดิน น้ำ สิ่งมีชีวิตในนา สุขภาพของเกษตรกร ไปจนถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค การลดการใช้สารเคมีไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เกษตรกรเผชิญความเสี่ยงจากศัตรูพืชโดยไม่มีทางออก แต่หมายถึงการสร้างระบบความรู้ใหม่ที่ใช้ความเข้าใจนิเวศเกษตร การจัดการดิน การใช้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และการพึ่งพากลไกธรรมชาติให้มากขึ้น
 
แนวทางการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีของมูลนิธิข้าวขวัญจึงไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องทดลองจริงในแปลงนา เกษตรกรต้องเรียนรู้การดูดิน สังเกตแมลง เข้าใจโรคพืช รู้จักช่วงเวลาของน้ำ รู้จักพันธุ์ข้าวที่เหมาะกับพื้นที่ และค่อย ๆ ปรับระบบการผลิตให้เข้ากับเงื่อนไขของตนเอง งานลักษณะนี้ต้องใช้เวลา ความอดทน และความร่วมมือระหว่างนักพัฒนา นักวิชาการ และเกษตรกรในพื้นที่
 
หนึ่งในคุณค่าที่สำคัญของมูลนิธิข้าวขวัญคือการทำให้ชาวนาเป็นผู้สร้างความรู้ ไม่ใช่ผู้รับความรู้ฝ่ายเดียว ในระบบเกษตรเชิงอุตสาหกรรม เกษตรกรมักถูกทำให้ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญภายนอกและบริษัทจำหน่ายปัจจัยการผลิต แต่แนวทางของมูลนิธิพยายามฟื้นฟูความมั่นใจของเกษตรกรว่า ชาวนาสามารถสังเกต ทดลอง คัดเลือก และตัดสินใจเรื่องการผลิตของตนเองได้ ความรู้นี้เกิดจากประสบการณ์จริงในแปลงนาและสามารถพัฒนาต่อร่วมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างสมดุล
 
พื้นที่ของมูลนิธิยังเหมาะกับการเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียน นักศึกษา นักพัฒนา เกษตรกรรุ่นใหม่ ผู้สนใจเกษตรอินทรีย์ และผู้ที่ต้องการเข้าใจปัญหาเกษตรกรรมไทยจากมุมมองของคนทำงานภาคสนาม ผู้มาเยือนจะได้เรียนรู้ว่าเบื้องหลังข้าวอินทรีย์หรือเกษตรปลอดสารไม่ได้มีเพียงภาพสวยของทุ่งนา แต่มีทั้งการต่อสู้กับต้นทุน การเปลี่ยนวิธีคิด การฟื้นฟูดิน การเลือกพันธุ์ การจัดการน้ำ และการสร้างตลาดที่เป็นธรรมต่อเกษตรกร
 
สำหรับจังหวัดสุพรรณบุรี มูลนิธิข้าวขวัญช่วยเพิ่มมิติทางการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการเรียนรู้ให้แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป นักท่องเที่ยวจำนวนมากรู้จักสุพรรณบุรีจากวัด แหล่งประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ ตลาดเก่า หรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ แต่มูลนิธิข้าวขวัญทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของจังหวัด คือสุพรรณบุรีในฐานะพื้นที่ทดลองอนาคตของเกษตรกรรมไทย เป็นพื้นที่ที่ชาวนา นักพัฒนา และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกร่วมกันตั้งคำถามว่า เกษตรกรรมจะปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นธรรมมากขึ้นได้อย่างไร
 
ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาดูงานควรติดต่อมูลนิธิล่วงหน้า เพราะมูลนิธิข้าวขวัญเป็นองค์กรทำงานจริงและพื้นที่ปฏิบัติงาน ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ที่เปิดรับนักท่องเที่ยวแบบอิสระตลอดเวลา การติดต่อก่อนเดินทางช่วยให้ทราบวันเวลาเข้าชมที่เหมาะสม เจ้าหน้าที่หรือวิทยากรที่สามารถให้ข้อมูล พื้นที่ที่เปิดให้เข้าชม และกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจ เช่น เรื่องพันธุ์ข้าว เกษตรอินทรีย์ การลดสารเคมี หรือแนวทางพัฒนาเกษตรกร
 
การเดินทาง ไปยังมูลนิธิข้าวขวัญสามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถโดยสารสาธารณะ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 340 มุ่งหน้าจังหวัดสุพรรณบุรี แล้วเข้าสู่เขตอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ไปทางตำบลสระแก้วและเทศบาลท่าเสด็จ มูลนิธิตั้งอยู่ที่ถนนเทศบาลท่าเสด็จ 1 หากเดินทางด้วยรถโดยสาร สามารถลงในตัวเมืองสุพรรณบุรีหรือบริเวณจุดรับส่งหลัก แล้วต่อรถท้องถิ่นไปยังตำบลสระแก้ว การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจะสะดวกที่สุด เพราะสามารถจัดเส้นทางร่วมกับแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรและวัฒนธรรมใกล้เคียงได้
 
เส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้สามารถจัดร่วมกับศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย นาเฮียใช้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี หอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี อุทยานมังกรสวรรค์ และวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร หากต้องการเน้นเรื่องข้าวและเกษตรกรรม สามารถวางเส้นทางมูลนิธิข้าวขวัญร่วมกับนาเฮียใช้และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย เพื่อเห็นภาพตั้งแต่ภูมิปัญญาชาวนา การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ไปจนถึงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมข้าวของไทย
 
มูลนิธิข้าวขวัญจึงเป็นสถานที่ที่ควรได้รับการมองในฐานะแหล่งเรียนรู้สำคัญของสุพรรณบุรี ไม่ใช่เพียงสำนักงานขององค์กรพัฒนาเอกชน เพราะที่นี่สะท้อนประเด็นสำคัญของสังคมไทยหลายด้านพร้อมกัน ทั้งข้าว ชาวนา สารเคมี เกษตรอินทรีย์ พันธุกรรมพืชพื้นบ้าน ความมั่นคงทางอาหาร และสิทธิของเกษตรกรในการกำหนดอนาคตการผลิตของตนเอง การมาเยือนที่นี่จึงเป็นการเรียนรู้เรื่องเกษตรกรรมไทยในระดับลึก เห็นทั้งปัญหา ทางเลือก และความพยายามของผู้คนที่ทำงานเพื่อให้ระบบอาหารของไทยมีความปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นธรรมมากขึ้น
 
ชื่อสถานที่มูลนิธิข้าวขวัญ
ที่ตั้ง13/1 หมู่ 3 ถนนเทศบาลท่าเสด็จ 1 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี
ที่อยู่13/1 หมู่ 3 ถนนเทศบาลท่าเสด็จ 1 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี 72230
ไฮไลต์องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเกษตรกรรมยั่งยืน พัฒนาพันธุกรรมข้าว พืชพื้นบ้าน เกษตรอินทรีย์ และทางเลือกการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีร่วมกับเกษตรกร
ประวัติ / ความเป็นมาเริ่มต้นปี พ.ศ. 2527 จากโครงการเลี้ยงปลาในนาข้าวและเกษตรกรรมผสมผสาน ต่อมาแยกเป็นศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคมในปี พ.ศ. 2532 และจดทะเบียนเป็นมูลนิธิข้าวขวัญในปี พ.ศ. 2541
ลักษณะเด่นทำงานเชิงปฏิบัติร่วมกับเกษตรกร เน้นการฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน การลดสารเคมี การพึ่งพาตนเองของชาวนา และการสร้างเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
พื้นที่ปฏิบัติงานพื้นที่ตั้งสำนักงานประมาณ 7 ไร่ครึ่ง ในเขตเทศบาลท่าเสด็จ ตำบลสระแก้ว และมีพื้นที่ทำงานในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภออู่ทอง อำเภอเดิมบางนางบวช และอำเภอดอนเจดีย์ รวมถึงเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ
การเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 340 มุ่งหน้าจังหวัดสุพรรณบุรี แล้วเข้าสู่ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ไปยังถนนเทศบาลท่าเสด็จ 1 เหมาะกับการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่า
สถานะปัจจุบันเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนและแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมยั่งยืน ควรติดต่อประสานงานก่อนเข้าศึกษาดูงาน
วันเปิดทำการวันจันทร์ – วันศุกร์
เวลาเปิดทำการ08.30 – 17.30 น.
สิ่งอำนวยความสะดวกสำนักงาน พื้นที่เรียนรู้เกษตรกรรม พื้นที่ปฏิบัติงานภาคสนาม พื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้สำหรับเกษตรกรและคณะศึกษาดูงาน
โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ1. สำนักงานมูลนิธิข้าวขวัญ
2. พื้นที่เรียนรู้เรื่องพันธุ์ข้าว
3. พื้นที่ทดลองและแลกเปลี่ยนความรู้เกษตรอินทรีย์
4. โซนพืชพื้นบ้านและความหลากหลายทางชีวภาพ
5. พื้นที่เรียนรู้การลดสารเคมีทางการเกษตร
6. พื้นที่อบรมและศึกษาดูงาน
7. เครือข่ายแปลงเกษตรกรในพื้นที่ปฏิบัติงาน
ผู้ดูแล / หน่วยงานเกี่ยวข้องมูลนิธิข้าวขวัญ / Khao Kwan Foundation
เบอร์ติดต่อหลัก035-597-193 / 081-198-0542
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง1. ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย นาเฮียใช้ ประมาณ 8 กม.
2. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย ประมาณ 10 กม.
3. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี ประมาณ 10 กม.
4. หอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ประมาณ 10 กม.
5. ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรีและอุทยานมังกรสวรรค์ ประมาณ 12 กม.
6. วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ประมาณ 13 กม.
7. หอคอยบรรหาร–แจ่มใส ประมาณ 14 กม.
ร้านอาหารใกล้เคียง1. ร้านอาหารท้องถิ่นในตำบลสระแก้วและเทศบาลท่าเสด็จ ประมาณ 2 กม.
2. ร้านอาหารบริเวณศูนย์เรียนรู้นาเฮียใช้ ประมาณ 8 กม.
3. นพรัตน์ ภัตตาคาร ประมาณ 12 กม. โทร. 035-555-333, 081-587-6154
4. ร้านอาหารลายน้ำ ประมาณ 13 กม.
5. สุรชัยปลาเผา ประมาณ 15 กม. โทร. 081-763-6102, 081-942-4654
6. ร้านอาหารในตัวเมืองสุพรรณบุรี ประมาณ 12 กม.
ที่พักใกล้เคียง1. โรงแรมสองพันบุรี ประมาณ 12 กม.
2. วาสิฐี ซิตี้โฮเต็ล สุพรรณบุรี ประมาณ 13 กม. โทร. 035-526-111, 035-526-123
3. โรงแรมฮ็อป อินน์ สุพรรณบุรี ประมาณ 14 กม. โทร. 02-080-2222
4. โรงแรมบีทู สุพรรณบุรี พรีเมียร์ ประมาณ 14 กม.
5. คันทรี่ เลควิว โฮเทล ประมาณ 15 กม.
6. ที่พักในเขตอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ประมาณ 12 กม.
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: มูลนิธิข้าวขวัญอยู่ที่ไหน?
ตอบ: มูลนิธิข้าวขวัญตั้งอยู่ที่ 13/1 หมู่ 3 ถนนเทศบาลท่าเสด็จ 1 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี 72230
 
ถาม: มูลนิธิข้าวขวัญทำงานด้านใด?
ตอบ: มูลนิธิทำงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืน พัฒนาพันธุกรรมข้าว พืชพื้นบ้าน วิจัยผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตร และค้นหาทางเลือกการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีร่วมกับเกษตรกร
 
ถาม: มูลนิธิข้าวขวัญเริ่มต้นเมื่อใด?
ตอบ: งานของมูลนิธิเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2527 จากโครงการเลี้ยงปลาในนาข้าวและเกษตรกรรมผสมผสาน ต่อมาจดทะเบียนเป็นมูลนิธิข้าวขวัญในปี พ.ศ. 2541
 
ถาม: มูลนิธิข้าวขวัญเกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์อย่างไร?
ตอบ: มูลนิธิทำงานร่วมกับเกษตรกรเพื่อพัฒนาระบบการผลิตที่ลดการพึ่งพาสารเคมี ฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ใช้ความรู้ท้องถิ่น และสร้างทางเลือกด้านเกษตรกรรมที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น
 
ถาม: สามารถไปศึกษาดูงานที่มูลนิธิข้าวขวัญได้หรือไม่?
ตอบ: สามารถติดต่อเพื่อประสานการเข้าศึกษาดูงานได้ โดยควรติดต่อมูลนิธิล่วงหน้าก่อนเดินทาง เพื่อให้เหมาะกับวันเวลา เจ้าหน้าที่ และรูปแบบกิจกรรมที่เปิดให้เรียนรู้
 
ถาม: จุดเด่นของมูลนิธิข้าวขวัญคืออะไร?
ตอบ: จุดเด่นคือการทำงานร่วมกับเกษตรกรในภาคสนาม เน้นการคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์ข้าว การฟื้นฟูความรู้ของชาวนา การลดสารเคมี และการสร้างเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
 
ถาม: มูลนิธิข้าวขวัญเหมาะกับใคร?
ตอบ: เหมาะกับเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา นักพัฒนา ผู้สนใจเกษตรอินทรีย์ ผู้สนใจพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน และนักท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ที่ต้องการเข้าใจเรื่องข้าวและระบบอาหารอย่างลึกซึ้ง
 
ถาม: เที่ยวมูลนิธิข้าวขวัญแล้วควรไปที่ไหนต่อ?
ตอบ: สามารถเที่ยวต่อที่นาเฮียใช้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี อุทยานมังกรสวรรค์ และวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการหมวดหมู่: ●สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ

ไร่ สวนเพื่อการศึกษากลุ่ม: ●ไร่ สวนเพื่อการศึกษา

ปรับปรุงล่าสุด : 3 เดือนที่แล้ว


คลิกเพื่อเข้าแผนที่นำทาง GPS

แผนที่มูลนิธิข้าวขวัญ

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม

โหวตให้เรา รีวิวและให้คะแนน Love Thailand
แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์(2)
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(4)
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(2)
พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์(5)
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(4)
ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์ฝึกอบรม(2)
วัด วัด(36)
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(4)
หมู่บ้าน ชุมชน หมู่บ้าน ชุมชน(6)
ตลาดท้องถิ่น ตลาดท้องถิ่น(7)
ตลาดน้ำ ตลาดน้ำ(1)
อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์(4)
ดอย และภูเขา ดอย และภูเขา(2)
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(3)
ถ้ำ ถ้ำ(1)
อ่าว และชายหาด อ่าว และชายหาด(1)
ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(6)
โรงละคร โรงละคร(1)