หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง >อ.เมืองปาน >ต.แจ้ซ้อน > วัดศรีหลวง
TL;DR: วัดศรีหลวง อยู่ที่บ้านหลวงแจ้ซ้อน ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เปิดทุกวัน เวลา ช่วงกลางวัน. จุดเด่นคือ วางวิหารและเจดีย์บนเนินดินสูงกว่าพื้นที่ปกติ วิหารตั้งแนวทิศตะวันออก–ตะวันตก มีรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนาและงานตกแต่งลายคำ.
วัดศรีหลวง

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: ช่วงกลางวัน
วัดศรีหลวงแจ้ซ้อน ตั้งอยู่ในเขตบ้านหลวงแจ้ซ้อน ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เป็นวัดโบราณที่มีคุณค่าทั้งด้านศรัทธา ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมล้านนา และการอนุรักษ์โบราณสถาน วัดแห่งนี้เดิมเป็นพื้นที่ที่มีเพียงองค์เจดีย์ร้างอยู่กลางป่า ต่อมาครูบาเจ้าวชิระปัญญาได้ธุดงค์มาปักกลดในบริเวณนี้ และเกิดความคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ร้างให้กลับคืนเป็นวัดอีกครั้ง จึงร่วมกับเจ้าแสนเมืองลือโลกและคณะศรัทธาชาวบ้าน เดินทางไปขออนุญาตเจ้าหลวงเมืองลำปางเพื่อสร้างวิหารขึ้นใหม่ ก่อนจะกลายเป็นวัดสำคัญของชุมชนแจ้ซ้อนที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน
วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนมีความโดดเด่นมากกว่าวัดชุมชนทั่วไป เพราะมีทั้งตำนานการฟื้นฟูวัดร้าง การวางผังศาสนสถานบนเนินดินสูงอย่างสวยงาม วิหารล้านนาเก่าแก่ที่มีงานลายคำภายใน พระประธานปูนปั้นลงรักปิดทอง เจดีย์เก่าแก่ และประวัติการบูรณะหลายช่วงเวลา ความสมบูรณ์ขององค์ประกอบเหล่านี้ทำให้วัดแห่งนี้เป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญของอำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง และเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการชมสถาปัตยกรรมล้านนาในบรรยากาศสงบใกล้อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน
ประวัติของวัดเริ่มจากพื้นที่ร้างที่มีองค์เจดีย์เก่าอยู่ท่ามกลางสภาพป่า ครูบาเจ้าวชิระปัญญาเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับมามีชีวิตทางศาสนาอีกครั้ง เมื่อท่านธุดงค์มาพำนักและเห็นคุณค่าของเจดีย์ร้าง จึงมีความตั้งใจพัฒนาพื้นที่ให้กลับเป็นวัด การขออนุญาตเจ้าหลวงเมืองลำปางเพื่อสร้างวิหารสะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นฟูวัดในอดีตไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลำพัง แต่ต้องอาศัยทั้งพระสงฆ์ ผู้นำท้องถิ่น และคณะศรัทธาชาวบ้านร่วมกันผลักดัน
การก่อสร้างวิหารเริ่มขึ้นในวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ จุลศักราช 1219 ตรงกับ พ.ศ. 2400 โดยมีครูบาอสิงวิตั๊ก วัดพระยืน จังหวัดลำพูน เป็นผู้ออกแบบ และครูบายาวิชัย วัดบ้านถ้ำ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เป็นช่างผู้ควบคุมการก่อสร้าง รายละเอียดนี้สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าวัดศรีหลวงแจ้ซ้อนมีรากฐานจากเครือข่ายครูบา ช่าง และศรัทธาชุมชนในเขตล้านนา ไม่ได้เป็นเพียงวัดที่สร้างขึ้นตามความต้องการของหมู่บ้านเท่านั้น แต่เป็นผลงานของกลุ่มบุคคลผู้มีความรู้ด้านศาสนาและช่างศิลป์ในยุคนั้น
วัดแห่งนี้เดิมเรียกว่า “วัดป่าไผ่” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดศรีหลวงแจ้ซ้อน” ชื่อเดิมสะท้อนสภาพแวดล้อมของพื้นที่ซึ่งเคยเป็นป่า ส่วนชื่อปัจจุบันเชื่อมโยงกับชุมชนแจ้ซ้อนและความสำคัญของวัดในฐานะศาสนสถานหลักของพื้นที่ คำว่า “ศรีหลวง” ให้ความรู้สึกถึงความเป็นสิริมงคลและความยิ่งใหญ่ในเชิงศรัทธา เมื่อรวมกับชื่อแจ้ซ้อนจึงกลายเป็นชื่อวัดที่สะท้อนทั้งความศักดิ์สิทธิ์และรากฐานท้องถิ่น
พื้นที่ภายในวัดได้รับการออกแบบแผนผังอย่างงดงาม โดยวางวิหารและเจดีย์ไว้บนเนินดินที่สูงกว่าพื้นที่ปกติ ทำให้อาคารทั้งสองมีความโดดเด่นและดึงดูดสายตาผู้ที่ผ่านไปมา การยกตำแหน่งศาสนสถานขึ้นบนพื้นที่สูงเป็นแนวคิดที่พบได้ในวัดล้านนาหลายแห่ง เพราะช่วยเน้นความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่และทำให้องค์ประกอบสำคัญของวัดปรากฏเด่นชัดต่อสายตา ผู้ที่เดินเข้าสู่พื้นที่วัดจะรู้สึกได้ทันทีว่าวิหารและเจดีย์คือแกนหลักของผังวัด
วิหารของวัดศรีหลวงแจ้ซ้อนเป็นอาคารที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนา ตัววิหารตั้งตามแนวทิศตะวันออก–ตะวันตก ซึ่งเป็นแนววางอาคารศาสนสถานที่พบได้ทั่วไปในวัฒนธรรมพุทธล้านนา โครงสร้างหลังคาของวิหารสันนิษฐานว่าแต่เดิมมีลักษณะหน้า 3 หลัง 2 คือด้านหน้าซ้อนชั้นหลังคาลดหลั่นกัน 3 ชั้น และด้านหลัง 2 ชั้น ผืนหลังคาลาดเอียงลงด้านข้าง 2 ตับ ลักษณะเช่นนี้ช่วยให้วิหารมีจังหวะหลังคาที่งดงาม นุ่มนวล และสง่างามตามแบบล้านนา
ต่อมามีการสร้างมุขหลังคาเสริมออกไปด้านหน้าวิหาร เพื่อคลุมบันไดไม่ให้ถูกแดดและฝน การต่อเติมนี้สะท้อนการใช้งานจริงของวัดในฐานะศาสนสถานที่มีผู้คนเข้าออกอย่างต่อเนื่อง แม้การเปลี่ยนแปลงบางส่วนอาจทำให้รูปแบบเดิมของวิหารเปลี่ยนไป แต่ก็ช่วยให้เห็นพัฒนาการของอาคารที่ปรับตัวตามความจำเป็นของชุมชนและสภาพภูมิอากาศ
ภายในวิหารประดิษฐานพระประธานองค์ใหญ่ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยปูนปั้นลงรักปิดทอง พระพุทธรูปปางมารวิชัยเป็นปางที่มีความหมายลึกซึ้ง เพราะสื่อถึงช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงชนะมารก่อนตรัสรู้ เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงในธรรม ชัยชนะเหนือกิเลส และพลังแห่งปัญญา พระประธานของวัดจึงเป็นศูนย์รวมศรัทธาที่ผู้มาเยือนและชาวบ้านกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล
เหนือองค์พระประธานมีดาวเพดานแกะเป็นรูปดอกบัวลงรักปิดทอง วางในช่องแก้วจำนวน 42 ช่อง รายละเอียดนี้เป็นหนึ่งในจุดงดงามของวิหาร เพราะดอกบัวในคติพุทธศาสนาเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ การตื่นรู้ และการพ้นจากกิเลส การนำลวดลายดอกบัวไปประดับบนเพดานเหนือองค์พระประธานจึงช่วยยกระดับพื้นที่ภายในวิหารให้มีความหมายเชิงพุทธศิลป์มากยิ่งขึ้น
งานตกแต่งภายในวิหารยังมีการประดับเสา ขื่อ และม้าต่างไหมด้วยลายคำ ซึ่งเป็นเทคนิคที่นิยมในงานช่างล้านนา ลายคำคือการตกแต่งด้วยลวดลายสีทองบนพื้นสีเข้มหรือพื้นลงรัก ทำให้เกิดความงามสงบ นุ่มลึก และมีความศักดิ์สิทธิ์ ลวดลายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งเพื่อความสวยงาม แต่ยังทำให้ภายในวิหารเป็นพื้นที่พิเศษที่แยกออกจากโลกภายนอก ผู้ที่เข้ามาภายในจึงสัมผัสได้ถึงความขรึมขลังและความตั้งใจของช่างในอดีต
วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนได้รับการบูรณะหลายครั้ง ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2509 ชาวบ้านได้ร่วมกันรื้อหลังคาแป้นเกล็ดเดิมและเปลี่ยนเป็นกระเบื้องคอนกรีต รวมถึงเปลี่ยนรูปแบบผนังวิหารจากผนังที่มีช่องลูกติ่งให้เป็นผนังทึบที่มีช่องแสงและลมผ่าน การบูรณะครั้งนี้สะท้อนความพยายามของชุมชนในการรักษาอาคารให้ใช้งานต่อไปได้ แม้บางส่วนของรูปแบบเดิมจะเปลี่ยนแปลงตามวัสดุและแนวคิดของยุคสมัย
การบูรณะครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยฤๅษีตนกินหมากเป็นผู้นำร่วมกับชาวบ้าน ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2527–2528 มีการบูรณะพระเจดีย์ โดยตัดและถอนต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนองค์เจดีย์ออก แล้วโบกปูนซ่อมแซมให้องค์เจดีย์กลับมามีความสมบูรณ์และสวยงาม การบูรณะเหล่านี้ทำให้เห็นว่าวัดศรีหลวงแจ้ซ้อนเป็นโบราณสถานที่ชุมชนไม่เคยทอดทิ้ง แม้จะผ่านกาลเวลาและการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ชาวบ้านยังคงร่วมแรงกันดูแลให้วัดอยู่คู่ชุมชนต่อไป
ในปี พ.ศ. 2553 กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะครั้งใหญ่ทั้งวิหารและพระเจดีย์ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมศิลปากร การบูรณะครั้งนี้มีความสำคัญในระดับการอนุรักษ์โบราณสถาน เพราะทำให้วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนได้รับการดูแลด้วยกระบวนการทางวิชาการมากขึ้น ทั้งในด้านโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และองค์ประกอบศิลปกรรมที่มีคุณค่า การมีหน่วยงานด้านมรดกวัฒนธรรมเข้ามาดูแลช่วยให้โบราณสถานแห่งนี้ยังคงคุณค่าและสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ต่อไปได้
เมื่อปี พ.ศ. 2543 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดศรีหลวงแจ้ซ้อนเป็นโบราณสถาน ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 117 ตอนพิเศษ 103 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2543 โดยเป็นโบราณสถานลำดับที่ 15 มีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 33.01 ตารางวา การขึ้นทะเบียนนี้ยืนยันคุณค่าของวัดในฐานะโบราณสถานที่ควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่เฉพาะในมิติของชุมชนแจ้ซ้อนเท่านั้น แต่ยังมีความหมายต่อการศึกษาประวัติศาสตร์และศิลปกรรมของจังหวัดลำปางโดยรวม
จุดเด่นอีกประการของวัดคือการผสมผสานศิลปะล้านนากับกลิ่นอายศิลปะพม่าในบางองค์ประกอบ ทำให้วิหารมีความงามแตกต่างจากวัดล้านนาทั่วไปในพื้นที่อื่น ความหลากหลายทางศิลปะเช่นนี้สัมพันธ์กับบริบทของลำปางซึ่งเป็นเมืองที่มีการติดต่อกับกลุ่มช่างและชุมชนหลายกลุ่มในอดีต ผู้ที่ชอบศึกษาสถาปัตยกรรมวัดจึงควรใช้เวลาสังเกตหลังคา หน้าบัน ลายคำ เสา ขื่อ และองค์ประกอบภายในวิหารอย่างละเอียด
วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนยังเกี่ยวข้องกับประเพณีสำคัญของชุมชน คือประเพณี 8 เป็ง สรงน้ำพระธาตุ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือน 8 เหนือ บรรยากาศของงานมีทั้งขบวนแห่ พิธีสรงน้ำพระธาตุ และการรวมตัวของผู้ศรัทธาในพื้นที่ ประเพณีนี้ช่วยให้เห็นว่าวัดไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานนิ่ง ๆ แต่ยังเป็นพื้นที่ศรัทธาที่มีชีวิต ผู้คนยังคงใช้วัดเป็นศูนย์กลางของงานบุญ การสืบทอดประเพณี และการเชื่อมโยงคนในชุมชนเข้าด้วยกัน
สำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยววัดศรีหลวงแจ้ซ้อน ควรใช้เวลาเดินชมอย่างช้า ๆ เริ่มจากการมองภาพรวมของผังวัดที่ยกวิหารและเจดีย์ขึ้นบนเนินดิน จากนั้นจึงชมรูปทรงวิหารล้านนา บันได มุขหน้า และรายละเอียดหลังคา เมื่อเข้าไปภายในควรกราบพระประธาน สังเกตดาวเพดานรูปดอกบัว ลายคำบนเสาและขื่อ รวมถึงบรรยากาศภายในวิหารที่ยังคงความขรึมขลังของวัดเก่าแก่ไว้ได้อย่างชัดเจน
การชมโบราณสถานควรให้ความสำคัญกับมารยาทในการเข้าวัด ควรแต่งกายสุภาพ ไม่ส่งเสียงดัง ไม่สัมผัสผนัง เสา ลายคำ หรือองค์ประกอบเก่าโดยไม่จำเป็น ไม่ปีนป่ายโบราณสถาน และหากต้องการถ่ายภาพภายในวิหารควรระวังไม่ให้รบกวนผู้ที่กำลังไหว้พระหรือทำกิจกรรมทางศาสนา วัดแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและศาสนสถานของชุมชน การเคารพพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญ
การเดินทาง ไปวัดศรีหลวงแจ้ซ้อนสามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่า โดยใช้เส้นทางจากตัวเมืองลำปางมุ่งหน้าไปอำเภอเมืองปาน แล้วเข้าสู่ตำบลแจ้ซ้อน วัดตั้งอยู่ในเขตบ้านหลวงแจ้ซ้อน เส้นทางเดียวกับการเดินทางไปอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จึงสามารถจัดทริปร่วมกับน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน น้ำตกแจ้ซ้อน บ้านป่าเหมี้ยง และสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติในอำเภอเมืองปานได้สะดวก
หากเริ่มจากตัวเมืองลำปาง ควรเผื่อเวลาเดินทางเพราะเส้นทางสู่อำเภอเมืองปานเป็นเส้นทางขึ้นสู่พื้นที่ภูเขาและชุมชนธรรมชาติ การเดินทางช่วงกลางวันเหมาะที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คุ้นเส้นทาง ในฤดูฝนควรเพิ่มความระมัดระวังเพราะถนนบางช่วงอาจเปียกลื่น ส่วนฤดูหนาวเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบาย เหมาะกับการเที่ยวทั้งวัดศรีหลวงแจ้ซ้อนและอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนในวันเดียวกัน
การจัดเส้นทางท่องเที่ยวสามารถเริ่มจากวัดศรีหลวงแจ้ซ้อนในช่วงเช้า เพื่อชมวิหารและเจดีย์ในช่วงแสงอ่อน จากนั้นเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนเพื่อชมบ่อน้ำพุร้อน น้ำตก และธรรมชาติ หรือเดินทางต่อไปยังบ้านป่าเหมี้ยงเพื่อสัมผัสบรรยากาศหมู่บ้านกลางหุบเขา เส้นทางนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการเที่ยวลำปางแบบผสมผสานระหว่างโบราณสถาน วัฒนธรรมล้านนา และธรรมชาติ
วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนเหมาะกับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ผู้ที่สนใจสถาปัตยกรรมจะได้ชมวิหารล้านนาโบราณที่มีรายละเอียดลายคำและดาวเพดานงดงาม ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์จะได้เรียนรู้เรื่องการฟื้นฟูวัดร้างและการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ผู้ที่ชอบวัดสงบจะได้บรรยากาศที่ไม่พลุกพล่าน ส่วนผู้ที่เดินทางมาเที่ยวแจ้ซ้อนอยู่แล้วสามารถเพิ่มวัดแห่งนี้ในเส้นทางเพื่อให้ทริปมีมิติทางวัฒนธรรมมากขึ้น
ในภาพรวม วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนเป็นวัดโบราณที่มีคุณค่ามากทั้งในเชิงศรัทธา สถาปัตยกรรม และการอนุรักษ์ จากเจดีย์ร้างกลางป่า สู่การฟื้นฟูโดยครูบาเจ้าวชิระปัญญาและคณะศรัทธา จากวิหารล้านนาที่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2400 สู่โบราณสถานที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนและบูรณะในยุคปัจจุบัน วัดแห่งนี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญของพลังศรัทธาชุมชนแจ้ซ้อนและมรดกศิลปกรรมล้านนาที่ควรค่าแก่การเดินทางไปชมด้วยตนเอง
| ชื่อสถานที่ | วัดศรีหลวงแจ้ซ้อน |
| ที่ตั้ง | บ้านหลวงแจ้ซ้อน ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง |
| ชื่อเดิม | วัดป่าไผ่ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดศรีหลวงแจ้ซ้อน |
| ไฮไลต์ | วิหารล้านนาโบราณ เจดีย์เก่าแก่ พระประธานปางมารวิชัยปูนปั้นลงรักปิดทอง ดาวเพดานรูปดอกบัวลงรักปิดทอง 42 ช่อง และงานลายคำภายในวิหาร |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | เริ่มก่อสร้างวิหารเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ จุลศักราช 1219 ตรงกับ พ.ศ. 2400 โดยครูบาอสิงวิตั๊กเป็นผู้ออกแบบ และครูบายาวิชัยเป็นช่างควบคุมการก่อสร้าง |
| บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง | ครูบาเจ้าวชิระปัญญา, เจ้าแสนเมืองลือโลก, ครูบาอสิงวิตั๊ก วัดพระยืน จังหวัดลำพูน และครูบายาวิชัย วัดบ้านถ้ำ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง |
| ลักษณะเด่น | วางวิหารและเจดีย์บนเนินดินสูงกว่าพื้นที่ปกติ วิหารตั้งแนวทิศตะวันออก–ตะวันตก มีรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนาและงานตกแต่งลายคำ |
| พื้นที่สำคัญภายในวัด | วิหารล้านนา, พระเจดีย์, พระประธาน, ดาวเพดานรูปดอกบัว, เสาและขื่อประดับลายคำ และพื้นที่โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียน |
| การบูรณะ | บูรณะครั้งสำคัญใน พ.ศ. 2509, พ.ศ. 2515, พ.ศ. 2527–2528 และ พ.ศ. 2553 โดยกรมศิลปากรบูรณะครั้งใหญ่ทั้งวิหารและพระเจดีย์ |
| สถานะโบราณสถาน | กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 117 ตอนพิเศษ 103 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2543 เป็นโบราณสถานลำดับที่ 15 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 33.01 ตารางวา |
| ประเพณีสำคัญ | ประเพณี 8 เป็ง สรงน้ำพระธาตุ วัดศรีหลวงแจ้ซ้อน |
| การเดินทาง | เดินทางจากตัวเมืองลำปางไปอำเภอเมืองปาน แล้วเข้าสู่ตำบลแจ้ซ้อน วัดตั้งอยู่ในเขตบ้านหลวงแจ้ซ้อน เส้นทางเดียวกับการเดินทางไปอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน เหมาะกับรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่า |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดเป็นวัด โบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | ช่วงกลางวัน |
| ค่าเข้า | เข้าชมฟรี |
| เบอร์ติดต่อพื้นที่ | อบต.แจ้ซ้อน โทร. 0-5426-3234 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ประมาณ 7 กม. โทร. 089-851-3355 2. น้ำพุร้อนแจ้ซ้อน ประมาณ 7 กม. 3. น้ำตกแจ้ซ้อน ประมาณ 8 กม. 4. บ้านป่าเหมี้ยง ประมาณ 17 กม. 5. น้ำตกแม่ขุน ประมาณ 22 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. แจ้ซ้อนกาแฟสด ประมาณ 7 กม. 2. 259 Chae Son Cafe & Bistro ประมาณ 4 กม. โทร. 093-102-2441, 093-141-5252 3. ร้านอาหารสวัสดิการอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ประมาณ 7 กม. 4. ร้านกาแฟฮ่อมดอย & อาร์ต แกลเลอรี่ ประมาณ 13 กม. 5. ร้านอาหารในชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง ประมาณ 17 กม. |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. แจ้ซ้อนฮิลล์รีสอร์ท ประมาณ 7 กม. โทร. 081-289-3503, 086-183-5932 2. ไร่หญ้าแจ้ซ้อน รีสอร์ท ประมาณ 5 กม. โทร. 054-263-048 3. เฌอปา แจ้ซ้อน ประมาณ 8 กม. โทร. 081-984-1767 4. บ้านพักอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ประมาณ 7 กม. โทร. 089-851-3355 5. โฮมสเตย์บ้านป่าเหมี้ยง ประมาณ 17 กม. |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนอยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนตั้งอยู่ที่บ้านหลวงแจ้ซ้อน ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง อยู่ในเส้นทางเดียวกับการเดินทางไปอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน
ถาม: วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนเดิมชื่ออะไร?
ตอบ: วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนเดิมเรียกว่าวัดป่าไผ่ ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นวัดศรีหลวงแจ้ซ้อน
ถาม: วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนสร้างขึ้นเมื่อใด?
ตอบ: วิหารเริ่มก่อสร้างเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ จุลศักราช 1219 ตรงกับ พ.ศ. 2400
ถาม: วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนมีอะไรน่าสนใจ?
ตอบ: จุดเด่นคือวิหารล้านนาโบราณ เจดีย์เก่าแก่ พระประธานปางมารวิชัยปูนปั้นลงรักปิดทอง ดาวเพดานดอกบัว 42 ช่อง และงานลายคำภายในวิหาร
ถาม: วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนเป็นโบราณสถานหรือไม่?
ตอบ: เป็นโบราณสถานที่กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2543
ถาม: วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนมีประเพณีสำคัญอะไร?
ตอบ: มีประเพณี 8 เป็ง สรงน้ำพระธาตุ ซึ่งเป็นงานบุญสำคัญของชุมชนแจ้ซ้อน
ถาม: ควรเที่ยววัดศรีหลวงแจ้ซ้อนร่วมกับสถานที่ใด?
ตอบ: สามารถเที่ยวร่วมกับอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน น้ำพุร้อนแจ้ซ้อน น้ำตกแจ้ซ้อน บ้านป่าเหมี้ยง และน้ำตกแม่ขุนได้
ถาม: ไปวัดศรีหลวงแจ้ซ้อนควรปฏิบัติตัวอย่างไร?
ตอบ: ควรแต่งกายสุภาพ สำรวมในพื้นที่วัด ไม่สัมผัสลายคำหรือองค์ประกอบเก่าโดยไม่จำเป็น และช่วยกันรักษาความสะอาดของโบราณสถาน
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคเหนือ
ปรับปรุงล่าสุด : 1 เดือนที่แล้ว




