หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคกลาง >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดนนทบุรี >อ.บางบัวทอง >ต.โสนลอย > วัดละหาร
TL;DR: วัดละหาร อยู่ที่หมู่ 2 ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เปิดทุกวัน เวลา 06:00 – 18:00 น. จุดเด่นคือ อุโบสถทรงโรงหลังคาลด 2 ชั้น หน้าบันเทพนมกระจกสี, วิหารหลวงพ่อป่าเลไลยก์ทั้งหลังเดิมและหลังใหม่, ศาลาการเปรียญ 4 ชั้น.

นนทบุรี

วัดละหาร

วัดละหาร

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 06:00 – 18:00 น.
 
วัดละหาร เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ที่หมู่ 2 ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบางบัวทองอย่างมาก ทั้งในด้านศาสนา ชุมชน และความทรงจำของชาวลาวพวนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นี้ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี หากมองเพียงจากภายนอก วัดละหารอาจดูเป็นวัดชุมชนที่เงียบสงบแห่งหนึ่งของนนทบุรี แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่าวัดแห่งนี้มีรากทางประวัติศาสตร์ลึก มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม และยังมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรมและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของคนในพื้นที่มาจนถึงปัจจุบัน
 
จุดเด่นของวัดละหารอยู่ที่ความเป็นวัดเก่าซึ่งผูกพันกับการเคลื่อนย้ายผู้คนในหน้าประวัติศาสตร์ไทยอย่างชัดเจน เรื่องราวของวัดสัมพันธ์กับเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2321 ในช่วงที่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ยกทัพไปเวียงจันทน์และได้นำครอบครัวชาวเวียงจันทน์เข้ามายังกรุงธนบุรี ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวชาวเวียงจันทน์ที่เป็นชาวพวนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตบางบัวทอง จนเกิดเป็นชุมชนชาวลาวพวนขนาดใหญ่ในพื้นที่นี้ ชุมชนดังกล่าวไม่ได้เพียงนำวิถีชีวิตเข้ามาเท่านั้น แต่ยังนำศรัทธาและรากวัฒนธรรมติดตัวมาด้วย วัดจึงเกิดขึ้นในฐานะศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในชุมชนใหม่ และกลายเป็นศูนย์กลางศาสนาที่มีความหมายต่อพื้นที่เรื่อยมา
 
ในระยะแรก วัดแห่งนี้มีชื่อเรียกกันอย่างตรงไปตรงมาว่า “วัดลาว” ตามกลุ่มคนผู้สร้างและชุมชนโดยรอบ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พบหลักฐานที่เขียนชื่อวัดว่า “วัดราชบัญหาร” บางแหล่งสะกดเป็น “วัดราชบันหาร” หรือ “วัดราชบรรหาร” ก่อนที่ชื่อจะค่อย ๆ เพี้ยนเสียงตามการเรียกของคนในท้องถิ่นจนกลายมาเป็น “วัดละหาร” ในปัจจุบัน ชื่อวัดจึงไม่ใช่เพียงคำเรียกสั้น ๆ เท่านั้น แต่สะท้อนกระบวนการเปลี่ยนผ่านของภาษา ความทรงจำ และประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างชัดเจน
 
วัดละหารได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ. 2470 ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันสถานะความมั่นคงของวัดในทางพระพุทธศาสนา และในเวลาต่อมาวัดยังมีบทบาทด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดสอบพระปริยัติธรรมแผนกธรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 และเปิดแผนกบาลีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 เป็นต้นมา นอกจากนั้นยังเป็นศูนย์พุทธศาสนาวันอาทิตย์ ศูนย์สงเคราะห์พุทธมามกะประจำอำเภอบางบัวทอง และศูนย์อบรมประชาชนประจำตำบล ความสำคัญของวัดจึงขยายจากพื้นที่ประกอบศาสนกิจไปสู่การเป็นพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาคนในชุมชนด้วย
 
เมื่อเดินเข้าสู่เขตวัด สิ่งที่สะดุดตาคือบรรยากาศแบบวัดชุมชนเก่าในนนทบุรีที่ยังคงมีความสงบ เรียบง่าย และแฝงความขลังอยู่ในตัว พื้นที่ภายในวัดไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ แต่ยังคงความเป็นวัดที่มีชีวิตจริง มีพระภิกษุสามเณร มีการเรียนการสอน มีญาติโยมเข้ามาทำบุญ และมีงานพิธีตามวาระสำคัญทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกที่ได้จากการมาเยือนวัดละหารจึงต่างจากการชมโบราณสถานแบบห่างเหิน เพราะที่นี่เป็นพื้นที่ซึ่งศรัทธายังคงดำเนินอยู่จริงในชีวิตประจำวัน
 
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของวัดคืออุโบสถ ซึ่งเป็นอาคารทรงโรงก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 5 ห้อง หลังคาลด 2 ชั้น มีตับหลังคา 3 ตับ มุงกระเบื้องเกล็ดเต่าสีส้มออกแดง ด้านหน้าและด้านหลังเป็นมุขคลุมชานชาลาทั้ง 2 ด้าน และยังมีพาไลยื่นรับแนวชายคาอย่างลงตัว ลักษณะโดยรวมสะท้อนความตั้งใจในการออกแบบที่ผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณีกับโครงสร้างสมัยใหม่ในยุคที่วัดมีการบูรณะพัฒนาพื้นที่
 
รายละเอียดของหน้าบันอุโบสถมีความงดงามเป็นพิเศษ หน้าบันด้านหน้าเป็นรูปเทพนมครึ่งองค์อยู่ในกรอบพุ่มข้าวบิณฑ์ รายล้อมด้วยลายกระหนกก้านขดออกช่อหัวโต และลงพื้นด้วยกระจกสีฟ้า ส่วนหน้าบันคอสองเป็นลายกระหนกเปลวก้านขด ขณะที่หน้าบันด้านหลังก็ทำรูปแบบให้สอดคล้องกับด้านหน้า งานประดับดังกล่าวช่วยให้อุโบสถของวัดละหารมีลักษณะเด่นทั้งในด้านช่างศิลป์และในฐานะองค์ประกอบทางศาสนาที่แสดงความเคารพต่อพระพุทธศาสนาอย่างวิจิตร
 
บริเวณโดยรอบอุโบสถมีกำแพงแก้วล้อมพื้นที่ไว้ โดยด้านบนของกำแพงทำเป็นลูกกรงโปร่งและมีประตูทางเข้า 4 ด้าน ได้แก่ ด้านหน้า ทางทิศตะวันออก 1 ประตู ด้านหลัง ทางทิศตะวันตก 1 ประตู และด้านข้างทางทิศเหนือกับทิศใต้ด้านละ 1 ประตู ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยประทับนั่ง ศิลปะสมัยสุโขทัย ซึ่งเป็นองค์สำคัญที่พุทธศาสนิกชนเข้ามากราบไหว้สักการะและใช้เป็นศูนย์รวมใจในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
 
อีกจุดหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้อุโบสถคือวิหารหลวงพ่อป่าเลไลยก์หลังเดิม วิหารนี้เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจกันสร้างของพระอธิการต่วนและศิษยานุศิษย์ นำโดยขุนพิทักษ์ปทุมมาศ หรือสิงห์โต สามวัง ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองบางบัวทองคนแรก ร่วมกับชาวบางบัวทอง อาคารวิหารเป็นแบบจัตุรมุข หลังคาไม่มีชั้นลด แต่ต่อปีกนกออกเป็นพาไลทั้ง 4 ด้าน โครงสร้างก่ออิฐฉาบปูน เครื่องบนเป็นปูน มีช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ประดับกระจกสีทอง หน้าบันทั้ง 4 ด้านปั้นเป็นรูปเทพนมอยู่ในกรอบพัดยอดแหลมล้อมด้วยลายก้านขด ทำให้วิหารมีบุคลิกสง่างามและเปี่ยมด้วยงานช่างแบบไทย
 
ภายในวิหารหลังเดิมประดิษฐานพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ซึ่งเป็นพระสำคัญของวัด และยังเป็นจุดที่ผู้คนจำนวนมากเข้ามาสักการะด้วยความศรัทธา บรรยากาศรอบวิหารให้ความรู้สึกสงบและมีน้ำหนักทางจิตใจอย่างชัดเจน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแวะมาไหว้พระ ทำบุญ หรือใช้เวลาสงบใจในวัดเก่าของนนทบุรีที่ยังคงเอกลักษณ์ของชุมชนดั้งเดิมไว้ได้ดี
 
นอกจากวิหารหลังเดิมแล้ว วัดละหารยังมีวิหารหลวงพ่อป่าเลไลยก์หลังใหม่ ซึ่งมีรูปแบบต่างออกไป โดยเป็นอาคารจัตุรมุข 2 ชั้น ยอดเป็นเจดีย์ทรงกลม ลักษณะโดยรวมก่อเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุขยื่นจากผนังทั้ง 4 ด้าน และเหนืออาคารสี่เหลี่ยมมีพระเจดีย์ทรงระฆังเป็นยอดของวิหารด้วย มีกำแพงแก้วล้อมพระเจดีย์ทั้ง 4 ด้าน และตั้งพานพุ่มขนาดใหญ่บูชาที่มุมกำแพงแก้ว สะท้อนการออกแบบที่ตั้งใจเน้นความสง่าและความศักดิ์สิทธิ์ในเชิงสัญลักษณ์
 
อีกอาคารที่สะท้อนบทบาทร่วมสมัยของวัดละหารได้ชัดคือศาลาการเปรียญ ซึ่งเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 4 ชั้น หลังคาทรงไทยมี 3 มุข ชั้นล่างใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศลและเป็นพื้นที่รักษาศีลปฏิบัติธรรมของอุบาสกอุบาสิกา ส่วนชั้นบนอีก 3 ชั้นเป็นพื้นที่ใช้สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ของวัด รวมถึงใช้เป็นอาคารเรียนพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณรและสำนักเรียนของวัดละหาร สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าวัดไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่อนุรักษ์มรดกเก่า แต่ยังตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง
 
ในมิติของการปกครองคณะสงฆ์ วัดละหารมีเจ้าอาวาสสืบต่อกันมาหลายสมัย โดยช่วงต้นของวัดมีเจ้าอาวาส 4 รูปแรกที่ไม่ปรากฏนามและประวัติ ระหว่างปี พ.ศ. 2329–2418 ต่อจากนั้นมีพระอธิการหอม พระอธิการต่วน อุตตโม พระอธิการวินัยธรมี (เปรียญ) พระครูนนทปรีชา (เปลี่ยน ชุตินฺธโร) พระครูภัทรนนทคุณ (อ้น ภทฺทสาโร) พระราชนันทมุนี (สำรวย อาภากโร) และปัจจุบันคือพระครูสิริธรรมภาณ (สุเทพ อภิเทโว) ซึ่งยังคงทำหน้าที่ดูแลวัดและกิจการคณะสงฆ์ของวัดละหารอยู่
 
การมีรายนามเจ้าอาวาสที่ต่อเนื่องเช่นนี้ช่วยสะท้อนว่าวัดละหารไม่ใช่วัดที่มีเพียงคุณค่าทางสถาปัตยกรรม แต่ยังมีความมั่นคงทางสถาบันและการปกครองคณะสงฆ์อย่างยาวนาน ความต่อเนื่องดังกล่าวทำให้วัดสามารถรักษาบทบาทด้านศาสนา การศึกษา และการพัฒนาชุมชนไว้ได้อย่างมีเสถียรภาพ
 
สำหรับผู้ที่สนใจเที่ยววัดในนนทบุรี วัดละหารมีเสน่ห์ตรงที่เป็นวัดซึ่งยังรักษาบุคลิกของวัดชุมชนเก่าเอาไว้ได้ดี แม้พื้นที่บางบัวทองและบางใหญ่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเข้ามาในวัดจะสัมผัสได้ถึงจังหวะที่ช้าลง ความสงบ และบรรยากาศที่เหมาะกับการทำบุญหรือพักใจจากความเร่งรีบของเมือง จุดนี้ทำให้วัดละหารเหมาะทั้งกับผู้ที่มาไหว้พระโดยตรง ผู้สนใจประวัติศาสตร์ชุมชนลาวพวน และผู้ที่ต้องการมองเห็นอีกด้านหนึ่งของนนทบุรีที่ไม่ใช่เพียงพื้นที่เมืองขยายตัวรอบกรุงเทพฯ
 
ถ้ามองในเชิงวัฒนธรรม วัดละหารยังเป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนอย่างชัดเจน เพราะวัดแห่งนี้ไม่ได้เกิดจากราชสำนักโดยตรงในระดับการก่อตั้งชุมชน หากแต่เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งใหม่ในแผ่นดินไทย หลังผ่านการอพยพและการเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ วัดจึงทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์ศรัทธา ศูนย์การศึกษา และพื้นที่แห่งอัตลักษณ์ร่วมของผู้คนในท้องถิ่น
 
ในเชิงการท่องเที่ยว วัดละหารเหมาะกับการจัดเป็นทริปไหว้พระในเขตบางบัวทองและบางใหญ่ เพราะอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางหลักของนนทบุรี สามารถเดินทางต่อไปยังจุดสำคัญอื่นในพื้นที่ได้สะดวก นักท่องเที่ยวที่ชอบวัดเก่า ศิลปกรรมไทย และประวัติศาสตร์ชุมชน จะพบว่าวัดละหารมีรายละเอียดมากกว่าที่เห็นในภาพรวม ทั้งเรื่องชื่อวัด ร่องรอยชุมชนลาวพวน รูปแบบอาคาร และความต่อเนื่องของบทบาทวัดในชีวิตจริงของชุมชน
 
การเดินทาง ไปวัดละหารค่อนข้างสะดวกสำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยตัววัดตั้งอยู่บริเวณซอยเทศบาล 4 ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ในตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง หากเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ สามารถใช้ถนนกาญจนาภิเษกหรือเส้นบางกรวย-ไทรน้อยแล้วเลี้ยวเข้าสู่พื้นที่บางบัวทองได้ไม่ยาก ส่วนผู้ใช้ขนส่งสาธารณะสามารถนั่ง MRT สายสีม่วงมาลงสถานีคลองบางไผ่ จากนั้นต่อรถในพื้นที่เข้าไปยังวัด ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อที่สะดวกที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่ใช้รถส่วนตัว
 
ผู้ที่ตั้งใจมาไหว้พระควรแต่งกายสุภาพและเผื่อเวลาเดินชมอาคารสำคัญภายในวัด ทั้งอุโบสถ วิหารหลวงพ่อป่าเลไลยก์ และพื้นที่ส่วนศาลาการเปรียญ หากมาตรงกับวันพระหรือวันสำคัญทางพุทธศาสนา ก็จะได้เห็นบรรยากาศการทำบุญของชุมชนชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเสน่ห์สำคัญของวัดชุมชนในนนทบุรีที่ยังคงมีชีวิตและความศรัทธาเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
 
ชื่อสถานที่วัดละหาร
ที่ตั้งหมู่ 2 ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี
ที่อยู่17 หมู่ 2 ซอยเทศบาล 4 ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 11110
ไฮไลต์วัดเก่าของชุมชนลาวพวน, อุโบสถลวดลายไทยวิจิตร, วิหารหลวงพ่อป่าเลไลยก์, เป็นศูนย์กลางศาสนาและการศึกษาของชุมชน
ประวัติ / สมัย / ยุคสร้างเมื่อ พ.ศ. 2321 ในสมัยกรุงธนบุรี และเกี่ยวข้องกับการตั้งถิ่นฐานของชาวลาวพวนในบางบัวทอง
ที่มาของชื่อเดิมเรียกว่า “วัดลาว” ต่อมาพบชื่อ “วัดราชบัญหาร / วัดราชบันหาร / วัดราชบรรหาร” และเพี้ยนเสียงมาเป็น “วัดละหาร”
ลักษณะเด่นอุโบสถทรงโรงหลังคาลด 2 ชั้น หน้าบันเทพนมกระจกสี, วิหารหลวงพ่อป่าเลไลยก์ทั้งหลังเดิมและหลังใหม่, ศาลาการเปรียญ 4 ชั้น
การเดินทางเดินทางโดยรถยนต์ได้สะดวกจากถนนกาญจนาภิเษกและถนนบางกรวย-ไทรน้อย; ขนส่งสาธารณะสามารถใช้ MRT สายสีม่วงลงสถานีคลองบางไผ่ แล้วต่อรถเข้าไปยังวัด
สถานะปัจจุบันยังเปิดเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาและมีกิจกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง
วันเปิดทำการทุกวัน
เวลาเปิดทำการ06:00 – 18:00 น.
เจ้าอาวาส / ผู้ดูแลพระครูสิริธรรมภาณ (สุเทพ อภิเทโว)
เบอร์ติดต่อหลัก02-920-2998, 081-926-8613
เว็บไซต์ / เพจทางการFacebook: วัดละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
2. ร้านอาหารใกล้เคียง1. KFC Central Westgate โทร 1150
2. Yayoi Japanese Restaurant Central Westgate โทร 0830996942
3. MK Restaurants เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต โทร 0953676472
3. ที่พักใกล้เคียง1. Nonthaburi Palace Hotel โทร 02-9690160-9, 099-153-9547
2. Westgate Residence Hotel โทร 02-924-7711
3. Riski Residence บางบัวทอง โทร 095-479-4410, 02-147-0754
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดละหารสร้างขึ้นเมื่อใด?
ตอบ: วัดละหารสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2321 ในสมัยกรุงธนบุรี และเกี่ยวข้องกับการตั้งถิ่นฐานของชาวลาวพวนในพื้นที่บางบัวทอง
 
ถาม: วัดละหารมีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ: วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางศาสนา การศึกษาพระปริยัติธรรม และกิจกรรมของชุมชนบางบัวทองมาอย่างยาวนาน
 
ถาม: ภายในวัดละหารมีอะไรน่าสนใจ?
ตอบ: จุดสำคัญคืออุโบสถที่มีลวดลายไทยประณีต วิหารหลวงพ่อป่าเลไลยก์ทั้งหลังเดิมและหลังใหม่ รวมถึงศาลาการเปรียญขนาดใหญ่ของวัด
 
ถาม: วัดละหารเดินทางอย่างไรสะดวกที่สุด?
ตอบ: การใช้รถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด โดยเข้าทางถนนบางกรวย-ไทรน้อยหรือถนนกาญจนาภิเษก ส่วนผู้ใช้ขนส่งสาธารณะสามารถลง MRT สถานีคลองบางไผ่แล้วต่อรถเข้าไปยังวัด
 
ถาม: วัดละหารเปิดทุกวันหรือไม่?
ตอบ: วัดเปิดให้เข้ามาทำบุญและสักการะทุกวัน
 
ถาม: ชื่อ “วัดละหาร” มาจากอะไร?
ตอบ: เดิมวัดมีชื่อเรียกว่า “วัดลาว” และต่อมาพบหลักฐานชื่อ “วัดราชบัญหาร” ซึ่งค่อย ๆ เพี้ยนเสียงตามการเรียกของคนในพื้นที่จนกลายเป็น “วัดละหาร”
 
ถาม: วัดละหารเหมาะกับใคร?
ตอบ: เหมาะทั้งกับผู้ที่ต้องการไหว้พระ ทำบุญ ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และผู้ที่สนใจวัดเก่าของนนทบุรีที่ยังมีชีวิตของชุมชนอยู่จริง

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

วัดกลุ่ม: ●วัดประเพณีไทยวัฒนธรรมไทยประเพณีภาคกลาง

update iconปรับปรุงล่าสุด : 1 เดือนที่แล้ว

ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก

พระราชวัง(1)

ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(2)

พิพิธภัณฑ์(3)

บ้านโบราณ และเมืองโบราณ(1)

อาร์ตแกลเลอรี่(1)

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ

พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา(2)

มหาวิทยาลัย

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

วัด(52)

มัสยิด(11)

สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(2)

วิถีชีวิต

หมู่บ้าน ชุมชน(2)

ตลาดน้ำ(3)

ธรรมชาติ และสัตว์ป่า

อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตอนุรักษ์ทางทะเล(1)

ทุ่งดอกไม้(1)

แม่น้ำลำคลอง(2)

หมู่เกาะ(1)

บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร

แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์(1)

ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(8)

ช้อปปิ้ง

ช้อปปิ้ง และตลาดกลางคืน(1)