หมู่บ้านโปรตุเกส

Rating: 3.8/5 (6 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: วันจันทร์–วันเสาร์
เวลาเปิดทำการ: 09.00–16.00 น.
หมู่บ้านโปรตุเกส (Portuguese Village) อยุธยา เป็นหนึ่งใน “ที่เที่ยวอยุธยา” ที่พาคนอ่านและคนเดินทางออกจากภาพจำเดิม ๆ ว่าอยุธยาคือเมืองวัดกับโบราณสถานเท่านั้น เพราะพื้นที่เล็ก ๆ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกในตำบลสำเภาล่มแห่งนี้ ชวนให้เรากลับไปมองกรุงศรีอยุธยาในฐานะ “เมืองท่านานาชาติ” ที่ผู้คนหลายภาษาเคยเดินทางเข้ามาเจรจา ซื้อขาย แลกเปลี่ยนความรู้ และตั้งหลักแหล่งอยู่ร่วมกันจริง ๆ ถ้าเราคุ้นกับการไปอยุธยาเพื่อเดินดูอิฐเก่าและเจดีย์ หมู่บ้านโปรตุเกสจะเติมอีกมิติหนึ่งให้ทริปทันที เพราะนี่คือหน้าต่างที่เปิดให้เห็นโลกของชุมชนต่างชาติในสยาม การเข้ามาของยุโรปยุคการเดินเรือ และวิถีชีวิตของผู้คนที่มีศรัทธา ภาษา และธรรมเนียมไม่เหมือนเรา แต่กลับเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์อยุธยาอย่างแนบแน่น
ทำเลที่ตั้งของหมู่บ้านโปรตุเกสอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก อยู่ทางใต้ของตัวเมืองอยุธยา และเมื่อมองผ่านภูมิทัศน์แบบอยุธยา เราจะเข้าใจทันทีว่าทำไม “ริมแม่น้ำ” จึงสำคัญกว่าที่คิด ในยุคที่ถนนยังไม่ใช่ตัวเอก แม่น้ำคือทางหลวงของผู้คน สินค้า และข่าวสาร เป็นทั้งเส้นทางเดินทางและระบบเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงเมืองหลวง การที่ชุมชนต่างชาติมักตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมันทำให้การขนถ่ายสินค้า การติดต่อกับพระนคร และการเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าภายนอกทำได้จริงในชีวิตประจำวัน การมาเยือนหมู่บ้านโปรตุเกสวันนี้จึงเหมือนการเดินย้อนกลับไปยืนบน “แผนที่น้ำ” ของอยุธยา และค่อย ๆ ทำความเข้าใจว่าเมืองนี้เคยเปิดรับโลกภายนอกอย่างไร
ในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก โปรตุเกสถูกบันทึกว่าเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา โดยมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2054 ว่าอัลฟองโซ เดอ อัลบูเคอร์ก ผู้สำเร็จราชการของโปรตุเกสประจำเอเชีย ได้ส่งนายดูอาร์เต้ เฟอร์นันเดสเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เรื่องเล่านี้มีความสำคัญในเชิงภาพใหญ่ เพราะมันสะท้อนช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีการเดินเรือ เส้นทางการค้าทะเล และการแข่งขันเพื่อทรัพยากรและตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน สำหรับอยุธยา การเข้ามาของชาวโปรตุเกสไม่ได้หมายถึงการ “ถูกกระทบ” เพียงฝ่ายเดียว แต่หมายถึงการ “ต่อรองและบริหารความสัมพันธ์” กับผู้เล่นใหม่ในเวทีการค้า และการเลือกเปิดช่องทางที่ทำให้เศรษฐกิจของเมืองหลวงเติบโตต่อไปได้
เมื่อการติดต่อเริ่มต้นขึ้น ชาวโปรตุเกสจำนวนหนึ่งเข้ามาตั้งหลักแหล่งค้าขายในอยุธยา และไม่ได้มีบทบาทแค่ในฐานะพ่อค้าเท่านั้น แต่ยังมีการกล่าวถึงการเป็นทหารอาสาในกองทัพกรุงศรีอยุธยา ภาพของ “ชุมชนโปรตุเกส” จึงไม่ได้เป็นแค่ย่านคนต่างชาติที่มาตั้งร้านขายของ หากเป็นชุมชนที่มีบทบาทหลากมิติ ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และวัฒนธรรม สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชุมชนมีความเป็นชุมชนอย่างแท้จริงคือการสร้างโบสถ์เพื่อเผยแพร่ศาสนาและใช้เป็นศูนย์กลางของกลุ่มคนที่มีความเชื่อเดียวกัน ในเมืองท่าที่ผู้คนหลากศรัทธาอยู่ร่วมกัน การมี “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์” ทำหน้าที่มากกว่าการประกอบพิธี แต่มันคือพื้นที่สร้างความมั่นคงทางใจ เป็นที่พึ่งพา และเป็นศูนย์กลางของเครือญาติและความสัมพันธ์ภายในกลุ่มในต่างแดน
ร่องรอยสำคัญที่ทำให้เรื่องเล่ากลายเป็นหลักฐานที่จับต้องได้ในพื้นที่หมู่บ้านโปรตุเกส คือโบราณสถานซานเปโตร ซึ่งในสมัยอยุธยามีการเรียกว่าโบสถ์เซนต์โดมินิค และระบุว่าเป็นโบสถ์ในคณะโดมินิกัน โดยมีการกล่าวถึงว่าเป็นโบสถ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในแผ่นดินไทยเมื่อปี พ.ศ. 2083 แม้ปัจจุบันสิ่งที่เห็นอาจเป็นซากอาคารและแนวฐาน แต่ถ้าเราเดินช้า ๆ แล้วพยายามอ่าน “ผัง” ของสถานที่ จะเห็นการแบ่งตัวอาคารออกเป็นสามส่วนอย่างมีนัย ส่วนหน้าเป็นสุสานของชาวคาทอลิกคณะโดมินิกัน ส่วนกลางใช้ประกอบพิธีทางศาสนาและฝังศพบาทหลวง และส่วนด้านหลังและด้านข้างเป็นที่พักอาศัย รวมถึงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกได้ว่าโบสถ์ไม่ได้เป็นเพียงอาคารเดี่ยว ๆ หากเป็นหัวใจของชุมชนที่สอดประสานทั้งศรัทธา ความตาย ความทรงจำ และชีวิตประจำวันเข้าไว้ด้วยกัน
ความน่าสนใจของหมู่บ้านโปรตุเกสไม่ได้อยู่ที่ “ซากอาคาร” อย่างเดียว แต่อยู่ที่สิ่งที่การขุดค้นทำให้เราเห็นโลกของผู้คนในอดีตผ่านวัตถุเล็ก ๆ และร่องรอยที่ฝังอยู่ใต้ดิน มีการกล่าวถึงการพบโบราณวัตถุหลายประเภท ตั้งแต่โครงกระดูกมนุษย์ กล้องยาสูบ เหรียญกษาปณ์ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับอย่างกำไลแก้ว ไปจนถึงเครื่องประกอบพิธีทางศาสนา เช่น ไม้กางเขน เหรียญรูปเคารพในศาสนา และลูกประคำ ถ้าเรามองแบบผิวเผิน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียง “ของเก่า” แต่ถ้ามองแบบคนเดินทางที่อยากเข้าใจ มันคือชิ้นส่วนชีวิตจริงที่หลงเหลืออยู่ กล้องยาสูบบอกเรื่องรสนิยมและวัฒนธรรมการใช้ชีวิต เหรียญบอกการค้าขายและระบบเศรษฐกิจ เครื่องปั้นดินเผาบอกการกินอยู่ และเครื่องประกอบพิธีบอกศรัทธาที่คนในชุมชนพกติดตัวไว้แม้อยู่ไกลบ้าน
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้หมู่บ้านโปรตุเกสมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีสูง คือพื้นที่สุสานที่มีการกล่าวถึงการพบโครงกระดูกจำนวนมากถึง 254 โครง ฝังเรียงรายอย่างเป็นระเบียบและทับซ้อนกันหนาแน่นทั้งภายในและภายนอกอาคาร ภาพของ “สุสานที่แน่น” ไม่ใช่ภาพที่ชวนสบายใจ แต่กลับทำให้ประวัติศาสตร์มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เพราะมันบอกเราว่าที่นี่เคยเป็นที่อยู่ของผู้คนจริง ๆ มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และมีช่วงเวลาวิกฤตที่ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตมากจนต้องฝังทับซ้อนกัน หลักฐานจากแนวโครงกระดูกที่พบถูกใช้เพื่อแบ่งขอบเขตสุสานออกเป็นสามส่วน โดยส่วนในสุดกลางตัวอาคารที่เป็นฐานโบสถ์อาจเป็นโครงกระดูกของบาทหลวงหรือนักบวช ถัดมาส่วนที่สองอาจเป็นผู้มีฐานะทางสังคมในค่ายโปรตุเกสสูงกว่าคนธรรมดาทั่วไป และส่วนที่สามนอกแนวฐานโบสถ์มีการฝังซ้อนกันมากถึง 3–4 โครง การจัดระเบียบเช่นนี้สะท้อนลำดับชั้นและบทบาทในชุมชน แม้ในยามที่ต้องเผชิญความตาย
เมื่อเชื่อมกับเอกสารประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงโรคระบาดร้ายแรงในปลายแผ่นดินพระเพทราชาเมื่อปี พ.ศ. 2239 ซึ่งมีผู้คนล้มตายมาก และการเกิดโรคระบาดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2255 ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ จึงเป็นไปได้ว่าความสูญเสียจากโรคระบาดอาจเป็นหนึ่งในเหตุให้ต้องขยายพื้นที่สุสานออกมาจากเดิม การอ่านพื้นที่หมู่บ้านโปรตุเกสจึงไม่ใช่การอ่านเรื่อง “ความรุ่งเรือง” เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการอ่านเรื่อง “ความเปราะบาง” ของเมืองท่าในยุคที่โรคภัย การเดินทางไกล และความเสี่ยงจากการค้าและสงครามเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การมาที่นี่จึงทำให้เราเห็นว่าอยุธยาไม่ได้มีแต่ความงดงามของสถาปัตยกรรม หากยังมีประวัติศาสตร์ของความยากลำบากที่ซ่อนอยู่ใต้ความเงียบของซากอิฐและพื้นดิน
ในมุมของประสบการณ์การท่องเที่ยว หมู่บ้านโปรตุเกสเหมาะกับคนที่อยาก “เที่ยวแบบเข้าใจ” มากกว่า “เที่ยวแบบเช็กอิน” เพราะสิ่งที่สถานที่นี้มอบให้ไม่ใช่ฉากถ่ายรูปใหญ่โต แต่เป็นกรอบคิดใหม่ในการมองอยุธยา หากเราเคยรู้สึกว่าอยุธยาเป็นเรื่องของราชสำนัก วัด และสงคราม การมาเดินชุมชนโปรตุเกสจะทำให้เราเห็นว่าอยุธยาคือเมืองของผู้คนหลากชาติพันธุ์ เป็นเมืองของแรงงาน ความชำนาญ และการต่อรองผลประโยชน์ในเวทีการค้า การเดินชมจึงควรให้เวลาตัวเองได้ “อ่าน” รายละเอียด ทั้งแนวอาคารที่หันสู่แม่น้ำ การจัดพื้นที่สุสาน วัตถุจัดแสดงที่สะท้อนวิถีชีวิต และบริบทของชุมชนที่เคยตั้งอยู่ ณ จุดนี้ เพราะเมื่อเราค่อย ๆ ต่อชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน เราจะเริ่มมองอยุธยาแบบเมืองท่าที่มีชีวิต ไม่ใช่เมืองโบราณที่หยุดนิ่งอยู่ในภาพถ่าย
อีกสิ่งที่ทำให้หมู่บ้านโปรตุเกสเหมาะกับการจัดทริปทั้งวัน คือทำเลที่อยู่บนเส้นทางเดียวกับจุดท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกหลายแห่ง การวางแผนให้เป็น “เส้นทางเลาะน้ำ” จะทำให้ทริปลื่นไหลและไม่ต้องย้อนทางมาก เช่น เริ่มจากโซนเกาะเมืองหรือพิพิธภัณฑ์ในเมืองเก่า แล้วค่อยขยับมาทางฝั่งตะวันตกเพื่อแวะวัดไชยวัฒนารามและวัดพุทไธสวรรค์ ก่อนจะลงมาที่หมู่บ้านโปรตุเกส ซึ่งจะทำให้เรื่องเล่าในหัวเราค่อย ๆ ต่อกันจาก “ศาสนาและอำนาจ” ไปสู่ “เมืองท่าและชุมชนต่างชาติ” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงค่อยไปปิดทริปด้วยอาหารริมน้ำหรือร้านกุ้งเผา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาพจำของอยุธยาที่เชื่อมกับระบบแม่น้ำอย่างแยกไม่ออก
การเดินทาง ไปหมู่บ้านโปรตุเกสจากตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาสามารถขับรถไปตามถนนสายอยุธยา–สุพรรณบุรี จากนั้นเลี้ยวเข้าถนนเลาะริมแม่น้ำเจ้าพระยาและวิ่งผ่านจุดสำคัญอย่างวัดไชยวัฒนารามและวัดพุทไธสวรรค์ โดยระยะทางจากย่านเมืองเก่าไปยังพื้นที่หมู่บ้านโปรตุเกสตามแนวเลาะแม่น้ำมักอยู่ในช่วงไม่กี่กิโลเมตร ทำให้เหมาะมากสำหรับการจัดทริปแบบครึ่งวัน–เต็มวันร่วมกับวัดริมแม่น้ำในเส้นเดียวกัน หากต้องการความสะดวกในการวางแผน แนะนำให้ตั้งจุดหมายเป็นตำบลสำเภาล่มแล้วค่อยปรับเส้นทางให้เป็นวงรอบ เพื่อประหยัดเวลาและทำให้ไม่ต้องย้อนกลับไปกลับมา
วิธีเที่ยวหมู่บ้านโปรตุเกสให้ “คุ้ม” ในเชิงเนื้อหา คือพยายามมองสถานที่นี้ให้เป็นทั้ง “ชุมชน” และ “หลักฐาน” ไม่ใช่แค่จุดแวะ เพราะชุมชนต่างชาติในอยุธยาไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเมืองที่ทำให้กรุงศรีอยุธยากลายเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค การเห็นซากโบสถ์และสุสานจึงไม่ใช่แค่การเห็นอดีตของคนกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการเห็นการเชื่อมต่อของโลกในวันที่อยุธยาอยู่ในวงจรการค้าอย่างเต็มตัว และเมื่อเรามองแบบนี้ เราจะเริ่มเข้าใจว่า “ความเป็นอยุธยา” ไม่ได้มีแค่ความเป็นไทยในแบบที่เราคุ้นเคย แต่มีความเป็นนานาชาติที่เคยอยู่ร่วมกันจริง และทิ้งร่องรอยให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้จนถึงปัจจุบัน
| ชื่อสถานที่ | หมู่บ้านโปรตุเกส (Portuguese Village) อยุธยา |
| ที่อยู่ | ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ทางใต้ของตัวเมือง) |
| สรุปสถานที่ | แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนโปรตุเกสในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีร่องรอยโบสถ์และสุสาน พร้อมเรื่องเล่าการค้าระหว่างประเทศ บทบาททหารอาสา และหลักฐานโบราณคดีที่ทำให้เห็นอยุธยาในฐานะเมืองท่านานาชาติ |
| จุดเด่นของสถานที่ | ร่องรอยโบราณสถานซานเปโตร/โบสถ์เซนต์โดมินิค, เรื่องเล่าชุมชนโปรตุเกสชาติยุโรปชาติแรกในอยุธยา, หลักฐานโบราณคดีและวัตถุเกี่ยวกับศาสนา, ประเด็นสุสานและโรคระบาดที่สะท้อนชีวิตจริงของผู้คนในอดีต |
| ผู้ดูแลล่าสุด | กรมศิลปากร (ข้อมูลตามแหล่งข้อมูลหน่วยงาน/ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์) |
| วันเปิดทำการ | วันจันทร์–วันเสาร์ |
| เวลาเปิดทำการ | 09.00–16.00 น. |
| ค่าธรรมเนียม | ไม่เก็บค่าเข้าชม (โปรดตรวจสอบประกาศล่าสุดก่อนเดินทาง) |
| ติดต่อ | 035-335-665 |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าชม |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง พร้อมระยะทาง | 1) วัดไชยวัฒนาราม (ประมาณ 2 กม.) โทร 035-242-286 2) วัดพุทไธสวรรค์ (ประมาณ 2 กม.) โทร 035-241-195 3) อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (ประมาณ 5 กม.) โทร 035-242-525 4) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา (ประมาณ 6 กม.) โทร 035-241-587 5) วัดพนัญเชิงวรวิหาร (ประมาณ 6 กม.) โทร 035-243-867 |
| ร้านอาหารใกล้เคียง พร้อมระยะทาง | 1) บ้านไม้ริมน้ำ อยุธยา (ประมาณ 6 กม.) โทร 035-242-248 2) บ้านป้อมเพชร (ประมาณ 7 กม.) โทร 035-242-242 3) Malakor Kitchen and Cafe (ประมาณ 8 กม.) โทร 091-779-6475 4) ก๋วยเตี๋ยวเรือเจ๊ติ๋ม 10 บาท (ประมาณ 15 กม.) โทร 092-623-6645 5) รวยกุ้งเผา (ประมาณ 15 กม.) โทร 086-007-1451 |
| ที่พักใกล้เคียง พร้อมระยะทาง | 1) Krungsri River Hotel (ประมาณ 7 กม.) โทร 035-244-333 2) sala ayutthaya (ประมาณ 6 กม.) โทร 035-242-588 3) Classic Kameo Ayutthaya (ประมาณ 8 กม.) โทร 035-212-535 4) Kantary Hotel Ayutthaya (ประมาณ 8 กม.) โทร 035-337-177 5) Centara Ayutthaya (ประมาณ 9 กม.) โทร 035-706-777 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: หมู่บ้านโปรตุเกส อยุธยา เหมาะกับใคร?
ตอบ: เหมาะกับคนที่สนใจประวัติศาสตร์อยุธยาในมิตินานาชาติ สายโบราณคดี คนทำคอนเทนต์เชิงสารคดี นักเรียน/ทัศนศึกษา และคนที่อยากเข้าใจอยุธยาในฐานะเมืองท่าการค้า ไม่ใช่แค่เมืองวัดและโบราณสถาน
ถาม: ไปเที่ยวแล้วควรโฟกัสดูอะไรเป็นพิเศษ?
ตอบ: แนะนำให้ดูร่องรอยโบราณสถานโบสถ์และสุสาน อ่านเรื่องเล่าการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโปรตุเกส และสังเกตบริบทพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทำให้เห็นภาพอยุธยาแบบเมืองท่าได้ชัด
ถาม: ทำไมที่นี่ถึงสำคัญต่อการเข้าใจอยุธยา?
ตอบ: เพราะช่วยให้เห็นอยุธยาในฐานะเมืองนานาชาติที่มีชุมชนต่างชาติจริง มีการค้า การทูต และการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลายภาษา ซึ่งทำให้ภาพประวัติศาสตร์อยุธยาสมบูรณ์กว่าเดิม
ถาม: ใช้เวลาเที่ยวประมาณกี่ชั่วโมง?
ตอบ: โดยทั่วไปประมาณ 1–2 ชั่วโมงสำหรับการเดินชมแบบสบาย ๆ แต่ถ้าตั้งใจอ่านรายละเอียดเรื่องเล่าและเชื่อมกับทริปวัดริมแม่น้ำฝั่งตะวันตก สามารถจัดเป็นครึ่งวันได้
ถาม: เดินทางไปหมู่บ้านโปรตุเกสอย่างไรสะดวกที่สุด?
ตอบ: การขับรถสะดวกที่สุด โดยออกจากตัวเมืองอยุธยาแล้วเลี้ยวเข้าถนนเลาะริมแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านวัดไชยวัฒนารามและวัดพุทไธสวรรค์ จากนั้นมุ่งหน้าสู่ตำบลสำเภาล่ม
ถาม: ควรจัดทริปเที่ยวต่อที่ไหนใกล้ ๆ ดี?
ตอบ: นิยมจัดต่อกับวัดไชยวัฒนาราม วัดพุทไธสวรรค์ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เพื่อให้ได้ทั้งภาพอยุธยาเชิงศาสนา เมืองหลวง และภาพเมืองท่านานาชาติในวันเดียว
ถาม: มีค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: มีข้อมูลว่าไม่เก็บค่าเข้าชม แต่แนะนำให้ตรวจสอบประกาศล่าสุดของสถานที่ก่อนเดินทางเพื่อความชัวร์
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
ภูมิภาค
|



หมวดหมู่:
กลุ่ม: