หมู่บ้านโปรตุเกส

Rating: 3.8/5 (6 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: วันจันทร์–วันเสาร์
เวลาเปิดทำการ: 09.00–16.00 น.
หมู่บ้านโปรตุเกส (Portuguese Village) อยุธยา เป็นหนึ่งใน “ที่เที่ยวอยุธยา” ที่พาคนอ่านและคนเดินทางออกจากภาพจำเดิม ๆ ว่าอยุธยาคือเมืองวัดกับโบราณสถานเท่านั้น เพราะพื้นที่เล็ก ๆ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกในตำบลสำเภาล่มแห่งนี้ ชวนให้เรากลับไปมองกรุงศรีอยุธยาในฐานะ “เมืองท่านานาชาติ” ที่ผู้คนหลายภาษาเคยเดินทางเข้ามาเจรจา ซื้อขาย แลกเปลี่ยนความรู้ และตั้งหลักแหล่งอยู่ร่วมกันจริง ๆ ถ้าเราคุ้นกับการไปอยุธยาเพื่อเดินดูอิฐเก่าและเจดีย์ หมู่บ้านโปรตุเกสจะเติมอีกมิติหนึ่งให้ทริปทันที เพราะนี่คือหน้าต่างที่เปิดให้เห็นโลกของชุมชนต่างชาติในสยาม การเข้ามาของยุโรปยุคการเดินเรือ และวิถีชีวิตของผู้คนที่มีศรัทธา ภาษา และธรรมเนียมไม่เหมือนเรา แต่กลับเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์อยุธยาอย่างแนบแน่น
ทำเลที่ตั้งของหมู่บ้านโปรตุเกสอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก อยู่ทางใต้ของตัวเมืองอยุธยา และเมื่อมองผ่านภูมิทัศน์แบบอยุธยา เราจะเข้าใจทันทีว่าทำไม “ริมแม่น้ำ” จึงสำคัญกว่าที่คิด ในยุคที่ถนนยังไม่ใช่ตัวเอก แม่น้ำคือทางหลวงของผู้คน สินค้า และข่าวสาร เป็นทั้งเส้นทางเดินทางและระบบเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงเมืองหลวง การที่ชุมชนต่างชาติมักตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมันทำให้การขนถ่ายสินค้า การติดต่อกับพระนคร และการเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าภายนอกทำได้จริงในชีวิตประจำวัน การมาเยือนหมู่บ้านโปรตุเกสวันนี้จึงเหมือนการเดินย้อนกลับไปยืนบน “แผนที่น้ำ” ของอยุธยา และค่อย ๆ ทำความเข้าใจว่าเมืองนี้เคยเปิดรับโลกภายนอกอย่างไร
ในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก โปรตุเกสถูกบันทึกว่าเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา โดยมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2054 ว่าอัลฟองโซ เดอ อัลบูเคอร์ก ผู้สำเร็จราชการของโปรตุเกสประจำเอเชีย ได้ส่งนายดูอาร์เต้ เฟอร์นันเดสเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เรื่องเล่านี้มีความสำคัญในเชิงภาพใหญ่ เพราะมันสะท้อนช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีการเดินเรือ เส้นทางการค้าทะเล และการแข่งขันเพื่อทรัพยากรและตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน สำหรับอยุธยา การเข้ามาของชาวโปรตุเกสไม่ได้หมายถึงการ “ถูกกระทบ” เพียงฝ่ายเดียว แต่หมายถึงการ “ต่อรองและบริหารความสัมพันธ์” กับผู้เล่นใหม่ในเวทีการค้า และการเลือกเปิดช่องทางที่ทำให้เศรษฐกิจของเมืองหลวงเติบโตต่อไปได้
เมื่อการติดต่อเริ่มต้นขึ้น ชาวโปรตุเกสจำนวนหนึ่งเข้ามาตั้งหลักแหล่งค้าขายในอยุธยา และไม่ได้มีบทบาทแค่ในฐานะพ่อค้าเท่านั้น แต่ยังมีการกล่าวถึงการเป็นทหารอาสาในกองทัพกรุงศรีอยุธยา ภาพของ “ชุมชนโปรตุเกส” จึงไม่ได้เป็นแค่ย่านคนต่างชาติที่มาตั้งร้านขายของ หากเป็นชุมชนที่มีบทบาทหลากมิติ ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และวัฒนธรรม สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชุมชนมีความเป็นชุมชนอย่างแท้จริงคือการสร้างโบสถ์เพื่อเผยแพร่ศาสนาและใช้เป็นศูนย์กลางของกลุ่มคนที่มีความเชื่อเดียวกัน ในเมืองท่าที่ผู้คนหลากศรัทธาอยู่ร่วมกัน การมี “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์” ทำหน้าที่มากกว่าการประกอบพิธี แต่มันคือพื้นที่สร้างความมั่นคงทางใจ เป็นที่พึ่งพา และเป็นศูนย์กลางของเครือญาติและความสัมพันธ์ภายในกลุ่มในต่างแดน
ร่องรอยสำคัญที่ทำให้เรื่องเล่ากลายเป็นหลักฐานที่จับต้องได้ในพื้นที่หมู่บ้านโปรตุเกส คือโบราณสถานซานเปโตร ซึ่งในสมัยอยุธยามีการเรียกว่าโบสถ์เซนต์โดมินิค และระบุว่าเป็นโบสถ์ในคณะโดมินิกัน โดยมีการกล่าวถึงว่าเป็นโบสถ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในแผ่นดินไทยเมื่อปี พ.ศ. 2083 แม้ปัจจุบันสิ่งที่เห็นอาจเป็นซากอาคารและแนวฐาน แต่ถ้าเราเดินช้า ๆ แล้วพยายามอ่าน “ผัง” ของสถานที่ จะเห็นการแบ่งตัวอาคารออกเป็นสามส่วนอย่างมีนัย ส่วนหน้าเป็นสุสานของชาวคาทอลิกคณะโดมินิกัน ส่วนกลางใช้ประกอบพิธีทางศาสนาและฝังศพบาทหลวง และส่วนด้านหลังและด้านข้างเป็นที่พักอาศัย รวมถึงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกได้ว่าโบสถ์ไม่ได้เป็นเพียงอาคารเดี่ยว ๆ หากเป็นหัวใจของชุมชนที่สอดประสานทั้งศรัทธา ความตาย ความทรงจำ และชีวิตประจำวันเข้าไว้ด้วยกัน
ความน่าสนใจของหมู่บ้านโปรตุเกสไม่ได้อยู่ที่ “ซากอาคาร” อย่างเดียว แต่อยู่ที่สิ่งที่การขุดค้นทำให้เราเห็นโลกของผู้คนในอดีตผ่านวัตถุเล็ก ๆ และร่องรอยที่ฝังอยู่ใต้ดิน มีการกล่าวถึงการพบโบราณวัตถุหลายประเภท ตั้งแต่โครงกระดูกมนุษย์ กล้องยาสูบ เหรียญกษาปณ์ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับอย่างกำไลแก้ว ไปจนถึงเครื่องประกอบพิธีทางศาสนา เช่น ไม้กางเขน เหรียญรูปเคารพในศาสนา และลูกประคำ ถ้าเรามองแบบผิวเผิน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียง “ของเก่า” แต่ถ้ามองแบบคนเดินทางที่อยากเข้าใจ มันคือชิ้นส่วนชีวิตจริงที่หลงเหลืออยู่ กล้องยาสูบบอกเรื่องรสนิยมและวัฒนธรรมการใช้ชีวิต เหรียญบอกการค้าขายและระบบเศรษฐกิจ เครื่องปั้นดินเผาบอกการกินอยู่ และเครื่องประกอบพิธีบอกศรัทธาที่คนในชุมชนพกติดตัวไว้แม้อยู่ไกลบ้าน
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้หมู่บ้านโปรตุเกสมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีสูง คือพื้นที่สุสานที่มีการกล่าวถึงการพบโครงกระดูกจำนวนมากถึง 254 โครง ฝังเรียงรายอย่างเป็นระเบียบและทับซ้อนกันหนาแน่นทั้งภายในและภายนอกอาคาร ภาพของ “สุสานที่แน่น” ไม่ใช่ภาพที่ชวนสบายใจ แต่กลับทำให้ประวัติศาสตร์มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เพราะมันบอกเราว่าที่นี่เคยเป็นที่อยู่ของผู้คนจริง ๆ มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และมีช่วงเวลาวิกฤตที่ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตมากจนต้องฝังทับซ้อนกัน หลักฐานจากแนวโครงกระดูกที่พบถูกใช้เพื่อแบ่งขอบเขตสุสานออกเป็นสามส่วน โดยส่วนในสุดกลางตัวอาคารที่เป็นฐานโบสถ์อาจเป็นโครงกระดูกของบาทหลวงหรือนักบวช ถัดมาส่วนที่สองอาจเป็นผู้มีฐานะทางสังคมในค่ายโปรตุเกสสูงกว่าคนธรรมดาทั่วไป และส่วนที่สามนอกแนวฐานโบสถ์มีการฝังซ้อนกันมากถึง 3–4 โครง การจัดระเบียบเช่นนี้สะท้อนลำดับชั้นและบทบาทในชุมชน แม้ในยามที่ต้องเผชิญความตาย
เมื่อเชื่อมกับเอกสารประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงโรคระบาดร้ายแรงในปลายแผ่นดินพระเพทราชาเมื่อปี พ.ศ. 2239 ซึ่งมีผู้คนล้มตายมาก และการเกิดโรคระบาดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2255 ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ จึงเป็นไปได้ว่าความสูญเสียจากโรคระบาดอาจเป็นหนึ่งในเหตุให้ต้องขยายพื้นที่สุสานออกมาจากเดิม การอ่านพื้นที่หมู่บ้านโปรตุเกสจึงไม่ใช่การอ่านเรื่อง “ความรุ่งเรือง” เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการอ่านเรื่อง “ความเปราะบาง” ของเมืองท่าในยุคที่โรคภัย การเดินทางไกล และความเสี่ยงจากการค้าและสงครามเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การมาที่นี่จึงทำให้เราเห็นว่าอยุธยาไม่ได้มีแต่ความงดงามของสถาปัตยกรรม หากยังมีประวัติศาสตร์ของความยากลำบากที่ซ่อนอยู่ใต้ความเงียบของซากอิฐและพื้นดิน
ในมุมของประสบการณ์การท่องเที่ยว หมู่บ้านโปรตุเกสเหมาะกับคนที่อยาก “เที่ยวแบบเข้าใจ” มากกว่า “เที่ยวแบบเช็กอิน” เพราะสิ่งที่สถานที่นี้มอบให้ไม่ใช่ฉากถ่ายรูปใหญ่โต แต่เป็นกรอบคิดใหม่ในการมองอยุธยา หากเราเคยรู้สึกว่าอยุธยาเป็นเรื่องของราชสำนัก วัด และสงคราม การมาเดินชุมชนโปรตุเกสจะทำให้เราเห็นว่าอยุธยาคือเมืองของผู้คนหลากชาติพันธุ์ เป็นเมืองของแรงงาน ความชำนาญ และการต่อรองผลประโยชน์ในเวทีการค้า การเดินชมจึงควรให้เวลาตัวเองได้ “อ่าน” รายละเอียด ทั้งแนวอาคารที่หันสู่แม่น้ำ การจัดพื้นที่สุสาน วัตถุจัดแสดงที่สะท้อนวิถีชีวิต และบริบทของชุมชนที่เคยตั้งอยู่ ณ จุดนี้ เพราะเมื่อเราค่อย ๆ ต่อชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน เราจะเริ่มมองอยุธยาแบบเมืองท่าที่มีชีวิต ไม่ใช่เมืองโบราณที่หยุดนิ่งอยู่ในภาพถ่าย
อีกสิ่งที่ทำให้หมู่บ้านโปรตุเกสเหมาะกับการจัดทริปทั้งวัน คือทำเลที่อยู่บนเส้นทางเดียวกับจุดท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกหลายแห่ง การวางแผนให้เป็น “เส้นทางเลาะน้ำ” จะทำให้ทริปลื่นไหลและไม่ต้องย้อนทางมาก เช่น เริ่มจากโซนเกาะเมืองหรือพิพิธภัณฑ์ในเมืองเก่า แล้วค่อยขยับมาทางฝั่งตะวันตกเพื่อแวะวัดไชยวัฒนารามและวัดพุทไธสวรรค์ ก่อนจะลงมาที่หมู่บ้านโปรตุเกส ซึ่งจะทำให้เรื่องเล่าในหัวเราค่อย ๆ ต่อกันจาก “ศาสนาและอำนาจ” ไปสู่ “เมืองท่าและชุมชนต่างชาติ” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงค่อยไปปิดทริปด้วยอาหารริมน้ำหรือร้านกุ้งเผา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาพจำของอยุธยาที่เชื่อมกับระบบแม่น้ำอย่างแยกไม่ออก
การเดินทาง ไปหมู่บ้านโปรตุเกสจากตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาสามารถขับรถไปตามถนนสายอยุธยา–สุพรรณบุรี จากนั้นเลี้ยวเข้าถนนเลาะริมแม่น้ำเจ้าพระยาและวิ่งผ่านจุดสำคัญอย่างวัดไชยวัฒนารามและวัดพุทไธสวรรค์ โดยระยะทางจากย่านเมืองเก่าไปยังพื้นที่หมู่บ้านโปรตุเกสตามแนวเลาะแม่น้ำมักอยู่ในช่วงไม่กี่กิโลเมตร ทำให้เหมาะมากสำหรับการจัดทริปแบบครึ่งวัน–เต็มวันร่วมกับวัดริมแม่น้ำในเส้นเดียวกัน หากต้องการความสะดวกในการวางแผน แนะนำให้ตั้งจุดหมายเป็นตำบลสำเภาล่มแล้วค่อยปรับเส้นทางให้เป็นวงรอบ เพื่อประหยัดเวลาและทำให้ไม่ต้องย้อนกลับไปกลับมา
วิธีเที่ยวหมู่บ้านโปรตุเกสให้ “คุ้ม” ในเชิงเนื้อหา คือพยายามมองสถานที่นี้ให้เป็นทั้ง “ชุมชน” และ “หลักฐาน” ไม่ใช่แค่จุดแวะ เพราะชุมชนต่างชาติในอยุธยาไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเมืองที่ทำให้กรุงศรีอยุธยากลายเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค การเห็นซากโบสถ์และสุสานจึงไม่ใช่แค่การเห็นอดีตของคนกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการเห็นการเชื่อมต่อของโลกในวันที่อยุธยาอยู่ในวงจรการค้าอย่างเต็มตัว และเมื่อเรามองแบบนี้ เราจะเริ่มเข้าใจว่า “ความเป็นอยุธยา” ไม่ได้มีแค่ความเป็นไทยในแบบที่เราคุ้นเคย แต่มีความเป็นนานาชาติที่เคยอยู่ร่วมกันจริง และทิ้งร่องรอยให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้จนถึงปัจจุบัน
| ชื่อสถานที่ | หมู่บ้านโปรตุเกส (Portuguese Village) อยุธยา |
| ที่อยู่ | ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ทางใต้ของตัวเมือง) |
| สรุปสถานที่ | แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนโปรตุเกสในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีร่องรอยโบสถ์และสุสาน พร้อมเรื่องเล่าการค้าระหว่างประเทศ บทบาททหารอาสา และหลักฐานโบราณคดีที่ทำให้เห็นอยุธยาในฐานะเมืองท่านานาชาติ |
| จุดเด่นของสถานที่ | ร่องรอยโบราณสถานซานเปโตร/โบสถ์เซนต์โดมินิค, เรื่องเล่าชุมชนโปรตุเกสชาติยุโรปชาติแรกในอยุธยา, หลักฐานโบราณคดีและวัตถุเกี่ยวกับศาสนา, ประเด็นสุสานและโรคระบาดที่สะท้อนชีวิตจริงของผู้คนในอดีต |
| ผู้ดูแลล่าสุด | กรมศิลปากร (ข้อมูลตามแหล่งข้อมูลหน่วยงาน/ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์) |
| วันเปิดทำการ | วันจันทร์–วันเสาร์ |
| เวลาเปิดทำการ | 09.00–16.00 น. |
| ค่าธรรมเนียม | ไม่เก็บค่าเข้าชม (โปรดตรวจสอบประกาศล่าสุดก่อนเดินทาง) |
| ติดต่อ | 035-335-665 |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าชม |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง พร้อมระยะทาง | 1) วัดไชยวัฒนาราม (ประมาณ 2 กม.) โทร 035-242-286 2) วัดพุทไธสวรรค์ (ประมาณ 2 กม.) โทร 035-241-195 3) อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (ประมาณ 5 กม.) โทร 035-242-525 4) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา (ประมาณ 6 กม.) โทร 035-241-587 5) วัดพนัญเชิงวรวิหาร (ประมาณ 6 กม.) โทร 035-243-867 |
| ร้านอาหารใกล้เคียง พร้อมระยะทาง | 1) บ้านไม้ริมน้ำ อยุธยา (ประมาณ 6 กม.) โทร 035-242-248 2) บ้านป้อมเพชร (ประมาณ 7 กม.) โทร 035-242-242 3) Malakor Kitchen and Cafe (ประมาณ 8 กม.) โทร 091-779-6475 4) ก๋วยเตี๋ยวเรือเจ๊ติ๋ม 10 บาท (ประมาณ 15 กม.) โทร 092-623-6645 5) รวยกุ้งเผา (ประมาณ 15 กม.) โทร 086-007-1451 |
| ที่พักใกล้เคียง พร้อมระยะทาง | 1) Krungsri River Hotel (ประมาณ 7 กม.) โทร 035-244-333 2) sala ayutthaya (ประมาณ 6 กม.) โทร 035-242-588 3) Classic Kameo Ayutthaya (ประมาณ 8 กม.) โทร 035-212-535 4) Kantary Hotel Ayutthaya (ประมาณ 8 กม.) โทร 035-337-177 5) Centara Ayutthaya (ประมาณ 9 กม.) โทร 035-706-777 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: หมู่บ้านโปรตุเกส อยุธยา เหมาะกับใคร?
ตอบ: เหมาะกับคนที่สนใจประวัติศาสตร์อยุธยาในมิตินานาชาติ สายโบราณคดี คนทำคอนเทนต์เชิงสารคดี นักเรียน/ทัศนศึกษา และคนที่อยากเข้าใจอยุธยาในฐานะเมืองท่าการค้า ไม่ใช่แค่เมืองวัดและโบราณสถาน
ถาม: ไปเที่ยวแล้วควรโฟกัสดูอะไรเป็นพิเศษ?
ตอบ: แนะนำให้ดูร่องรอยโบราณสถานโบสถ์และสุสาน อ่านเรื่องเล่าการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโปรตุเกส และสังเกตบริบทพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทำให้เห็นภาพอยุธยาแบบเมืองท่าได้ชัด
ถาม: ทำไมที่นี่ถึงสำคัญต่อการเข้าใจอยุธยา?
ตอบ: เพราะช่วยให้เห็นอยุธยาในฐานะเมืองนานาชาติที่มีชุมชนต่างชาติจริง มีการค้า การทูต และการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลายภาษา ซึ่งทำให้ภาพประวัติศาสตร์อยุธยาสมบูรณ์กว่าเดิม
ถาม: ใช้เวลาเที่ยวประมาณกี่ชั่วโมง?
ตอบ: โดยทั่วไปประมาณ 1–2 ชั่วโมงสำหรับการเดินชมแบบสบาย ๆ แต่ถ้าตั้งใจอ่านรายละเอียดเรื่องเล่าและเชื่อมกับทริปวัดริมแม่น้ำฝั่งตะวันตก สามารถจัดเป็นครึ่งวันได้
ถาม: เดินทางไปหมู่บ้านโปรตุเกสอย่างไรสะดวกที่สุด?
ตอบ: การขับรถสะดวกที่สุด โดยออกจากตัวเมืองอยุธยาแล้วเลี้ยวเข้าถนนเลาะริมแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านวัดไชยวัฒนารามและวัดพุทไธสวรรค์ จากนั้นมุ่งหน้าสู่ตำบลสำเภาล่ม
ถาม: ควรจัดทริปเที่ยวต่อที่ไหนใกล้ ๆ ดี?
ตอบ: นิยมจัดต่อกับวัดไชยวัฒนาราม วัดพุทไธสวรรค์ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เพื่อให้ได้ทั้งภาพอยุธยาเชิงศาสนา เมืองหลวง และภาพเมืองท่านานาชาติในวันเดียว
ถาม: มีค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: มีข้อมูลว่าไม่เก็บค่าเข้าชม แต่แนะนำให้ตรวจสอบประกาศล่าสุดของสถานที่ก่อนเดินทางเพื่อความชัวร์
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
Facebook Fanpage



หมวดหมู่:
กลุ่ม:
ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และอนุสาวรีย์(
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(
พระราชวัง(
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(
พิพิธภัณฑ์(
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ
พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา(
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(
ศูนย์ฝึกอบรม(
มหาวิทยาลัย
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
วัด(
โบสถ์(
มัสยิด(
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(
โครงการในพระราชดำริ
โครงการหลวง(
ตลาดท้องถิ่น(
ตลาดน้ำ(
ธรรมชาติ และสัตว์ป่า
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(
แม่น้ำลำคลอง(
หมู่เกาะ(
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(
บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร
แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์(
ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(
บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(