พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม

Rating: 4.2/5 (5 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: วันพุธ – วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร)
เวลาเปิดทำการ: 09:00 – 16:00
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม (วังจันทรเกษม/วังหน้า) ถ้ากำลังหา “ที่เที่ยวอยุธยา” ที่ได้ทั้งความรู้ บรรยากาศเมืองเก่า และเรื่องเล่าระดับราชสำนักแบบไม่ต้องใช้จินตนาการเยอะ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม คือจุดหมายที่ควรอยู่ในลิสต์ต้น ๆ เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นแค่พิพิธภัณฑ์ แต่คือ “พื้นที่ของวังหน้า” หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “วังจันทรเกษม” ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมือง ใกล้ตลาดหัวรอ เดินทางสะดวก และสามารถต่อทริปไปวัดสำคัญ/พิพิธภัณฑ์อื่น ๆ ในเกาะเมืองได้แบบไม่เสียเวลา
คำว่า “วังหน้า” ในบริบทอยุธยาไม่ใช่แค่ชื่อเรียกสวย ๆ แต่เป็นสัญลักษณ์ของโครงสร้างอำนาจและการปกครอง วังหน้าเกี่ยวข้องกับตำแหน่งพระมหาอุปราชหรือผู้มีบทบาทสำคัญต่อราชบัลลังก์ในหลายยุค จึงทำให้พื้นที่นี้มี “น้ำหนักทางประวัติศาสตร์” มากกว่าการเป็นพระราชวังสำรองธรรมดา เมื่อเราเดินผ่านกำแพง ประตูวัง พลับพลา และอาคารหมู่ต่าง ๆ เราไม่ได้เดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว แต่กำลังเดินอยู่บนร่องรอยของการเมือง การทหาร และชีวิตราชสำนักที่เคยคึกคักของอยุธยา
ตามหลักฐานพงศาวดาร วังจันทรเกษมถูกกล่าวถึงว่ามีการสร้างขึ้นราวสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (โดยมักอ้างปีประมาณ พ.ศ. 2120) ด้วยพระราชประสงค์ให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และต่อมาก็ปรากฏการใช้งานของสมเด็จพระยุพราชและพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ เช่น สมเด็จพระเอกาทศรถ เจ้าฟ้าสุทัศน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เป็นต้น ความต่อเนื่องนี้เองที่ทำให้วังหน้าไม่ได้เป็น “สถานที่ผ่านทาง” แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของอยุธยาในช่วงเวลายาวนาน
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นหลังเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 เมื่อวังได้รับความเสียหายจากการเผาทำลายและถูกทิ้งร้างอยู่ระยะหนึ่ง ภาพที่เราเห็นในปัจจุบันจึงเป็นทั้ง “สิ่งเดิมที่เหลือรอด” และ “สิ่งที่ได้รับการซ่อม/สร้างทดแทน” ในยุคต่อมา โดยเฉพาะช่วงรัตนโกสินทร์ที่มีการฟื้นฟูอาคารสำคัญให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ซึ่งทำให้ผู้มาเยือนวันนี้ได้เห็นสถาปัตยกรรมและผังพื้นที่ที่มีชั้นเชิงของกาลเวลาอยู่ในตัว
เริ่มชมภายในแบบให้คุ้ม แนะนำให้มอง “กำแพงและประตูวัง” เป็นบทนำก่อน เพราะกำแพงที่เห็นในปัจจุบันเป็นกำแพงอิฐมีใบเสมา มีประตูด้านละ 1 ประตู รวม 4 ประตู และมีข้อมูลเล่าว่าหลายส่วนถูกทำขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ขณะที่ขอบเขตวังเดิมในอดีตกว้างขวางกว่าปัจจุบัน จากการขุดพบรากฐานอาคารและซากอิฐในหลายบริเวณ เรื่องนี้ทำให้คนดูสนุกขึ้นทันที เพราะพอรู้ว่าพื้นที่จริงเคย “ใหญ่กว่า” เราจะเริ่มมองหาเงื่อนปมว่าอะไรอยู่ตรงไหน และอะไรเคยหายไป
หนึ่งในไฮไลต์ที่คนมักจดจำคือ “พลับพลาจตุรมุข” อาคารเครื่องไม้ที่ตั้งอยู่ใกล้ประตูวังด้านทิศตะวันออก ลักษณะเด่นคือมีมุขด้านหน้า 3 มุข และด้านหลัง 3 มุข เดิมใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับออกงานว่าราชการ ต่อมาเคยเป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุในชื่ออยุธยาพิพิธภัณฑสถาน และภายหลังได้รับการซ่อมแซมใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 7 ปัจจุบันบรรยากาศของพลับพลานี้ให้ความรู้สึก “กึ่งพิธีการ กึ่งสงบ” เหมาะกับการเริ่มต้นทำความเข้าใจว่า วังหน้าไม่ได้เป็นเพียงที่ประทับ แต่เป็นพื้นที่บริหารจัดการและประกอบพิธีของรัฐในยุคหนึ่งด้วย
ถัดมาคือกลุ่มอาคารสำคัญอย่าง “พระที่นั่งพิมานรัตยา” ซึ่งเป็นตึกหมู่กลางพระราชวัง ประกอบด้วยอาคารหลายหลัง เช่น อาคารปรัศว์ขวา อาคารปรัศว์ซ้าย พระที่นั่งพิมานรัตยา และศาลาเชิญเครื่อง ความพิเศษของการชมส่วนนี้คือได้เห็น “งานจัดแสดง” ที่พาเราย้อนยุคผ่านวัตถุจริง ตั้งแต่ประติมากรรมศิลา เทวรูป พระพุทธรูปนาคปรก (ที่มักเชื่อมโยงกับศิลปะสมัยลพบุรี) ไปจนถึงพระพุทธรูปสำริดสมัยอยุธยา พระพิมพ์สมัยต่าง ๆ และงานไม้แกะสลักฝีมือช่างอยุธยาตอนปลายต่อเนื่องถึงรัตนโกสินทร์
สิ่งที่ทำให้ที่นี่ “ต่าง” จากการเดินวัดอย่างเดียวคือ เราได้เห็นความละเอียดของงานศิลป์แบบระยะใกล้ ได้อ่านคำอธิบายเรื่องวัสดุ เทคนิค และความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังวัตถุศักดิ์สิทธิ์และงานช่าง เมื่อเดินดูไปเรื่อย ๆ จะเริ่มจับจังหวะได้ว่าอยุธยาไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะแค่มีวัดเยอะ แต่ยิ่งใหญ่เพราะเป็นศูนย์กลางที่มีเครือข่ายการค้า เทคโนโลยีช่าง และรสนิยมศิลปะที่ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา
อีกจุดที่คนชอบคือ “พระที่นั่งพิสัยศัลลักษณ์” หรือที่เรียกกันว่า “หอส่องกล้อง/หอดูดาว” ลักษณะเป็นหอสูงสี่ชั้น มีประวัติว่าถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก่อนจะหักพังในคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 และหอที่เห็นปัจจุบันสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 บนรากฐานอาคารเดิม พร้อมเรื่องเล่าว่าทรงใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดวงดาว จุดนี้มักทำให้คนดูรู้สึกว่า “อยุธยาไม่ใช่โลกแบนของอดีต” แต่มีความสนใจด้านวิทยาการและการสังเกตท้องฟ้าที่น่าคิดต่อ
ในบริเวณเดียวกันยังมีอาคารที่สะท้อนยุคสมัยใหม่ เช่น “อาคารสโมสรเสือป่า” (สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) “ตึกโรงม้าพระที่นั่ง” และ “ตึกที่ทำการภาค” ซึ่งเกี่ยวข้องกับช่วงที่พื้นที่นี้ถูกใช้เป็นที่ทำการของมณฑลกรุงเก่าและหน่วยงานราชการ ก่อนจะอยู่ในการดูแลของกรมศิลปากรและพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอย่างเป็นระบบ จุดเด่นของการมีอาคารยุคใหม่ปะปนกับโบราณสถานคือ ทำให้เราเห็นว่าพื้นที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ถูกใช้งาน ปรับบทบาท และแปลความหมายใหม่ตามยุคสมัย
ถ้าอยากเที่ยวให้คุ้มแบบไม่รีบ แนะนำให้เผื่อเวลาอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมงสำหรับการเดินชมโบราณสถานและดูนิทรรศการแบบอ่านป้ายไปด้วย เพราะรายละเอียดของวัตถุจัดแสดงมีส่วนช่วยให้ “ภาพอยุธยา” ในหัวเราคมขึ้นมาก เวลาเดินจบจะไม่รู้สึกว่าแค่มาเช็กอิน แต่เหมือนได้ต่อชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ให้เป็นเรื่องเดียวกัน ตั้งแต่โครงสร้างอำนาจ วัฒนธรรมราชสำนัก ไปจนถึงทักษะช่างและศิลปะที่ยังส่งอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน
การเดินทาง จากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยา เมื่อข้ามสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้วให้เลี้ยวซ้ายตรงไปจนถึงสามแยกเลี้ยวซ้ายอีกครั้งและตรงไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร จะผ่านตลาดเจ้าพรหม จากนั้นจะเห็นพิพิธภัณฑ์อยู่ทางซ้ายมือ หากเดินทางด้วยรถไฟ/รถตู้เข้ามาในตัวเมือง สามารถต่อรถท้องถิ่นหรือตุ๊กตุ๊ก/รถรับจ้างเข้าสู่ย่านตลาดหัวรอและถนนอู่ทองได้สะดวก เพราะพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ติดย่านชุมชนและเส้นทางท่องเที่ยวหลักของเกาะเมือง
ทริคเล็ก ๆ เพื่อให้ทริปนี้ “สมบูรณ์แบบแบบคนพื้นที่”: หลังชมพิพิธภัณฑ์ ลองต่อด้วยวัดสำคัญในเกาะเมือง หรือข้ามไปหาคาเฟ่/ของหวานขึ้นชื่อแถวถนนอู่ทองและย่านประตูชัย จะได้จังหวะเที่ยวที่ไม่หนักเกินไป โดยยังคงธีม “อยุธยาแบบมีเรื่องเล่า” ตลอดทั้งวัน และถ้าพาเด็กหรือผู้ใหญ่ไปด้วย ที่นี่ก็เหมาะเพราะเดินได้เป็นช่วง ๆ มีทั้งพื้นที่โล่งและอาคารจัดแสดงให้พักสายตาจากแดด
สุดท้าย สิ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษมควรค่าแก่การตั้งใจมา คือการที่มันรวม “ความเป็นวัง” กับ “ความเป็นพิพิธภัณฑ์” ไว้ในที่เดียว เราได้เห็นทั้งสถาปัตยกรรม ได้อ่านร่องรอยของเหตุการณ์ใหญ่ในประวัติศาสตร์ และได้เข้าใจว่าวัตถุศิลป์ไม่ใช่ของสวยงามเฉย ๆ แต่เป็นหลักฐานความคิด ความเชื่อ และความสามารถของผู้คนในยุคสมัยที่อยุธยาเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอย่างแท้จริง
| ชื่อสถานที่ | พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม (วังจันทรเกษม/วังหน้า) |
| สรุปสถานที่ | พิพิธภัณฑ์และโบราณสถานในพื้นที่ “วังหน้า” อยุธยา จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปกรรม และเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ราชสำนัก พร้อมอาคารสำคัญหลายยุคสมัยภายในรั้ววัง |
| ที่อยู่ | ถนนอู่ทอง ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13000 |
| จุดเด่นของสถานที่ | บรรยากาศวังหน้า/วังจันทรเกษมริมแม่น้ำป่าสัก, โบราณสถานภายใน (กำแพง-ประตูวัง, พลับพลาจตุรมุข, พระที่นั่งพิมานรัตยา, หอส่องกล้อง), งานจัดแสดงศิลปกรรมหลายสมัย และเรื่องเล่าประวัติศาสตร์อยุธยาเชิงลึก |
| วันและเวลาเปิดทำการ | วันพุธ – วันอาทิตย์ 09:00 – 16:00 (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร) |
| ค่าธรรมเนียมเข้าชม | คนไทย 20 บาท, ชาวต่างประเทศ 100 บาท (เงื่อนไขยกเว้นบางกลุ่มให้ตรวจสอบหน้างาน) |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าชมตามวันและเวลาทำการข้างต้น |
| เบอร์ติดต่อ | 035-251-586 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณตามเส้นทางจริง) | อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (สำนักงาน/ข้อมูล) ~2.5 กม. โทร 0-3524-2525 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ~2.7 กม. โทร 035-241-587 ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ~3.0 กม. โทร 035-245-123 วัดใหญ่ชัยมงคลวรวิหาร ~6.5 กม. โทร 035-242-640 ตลาดน้ำอโยธยา (Ayothaya Floating Market) ~7.5 กม. โทร 035-881-733 |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณตามเส้นทางจริง) | ก๋วยเตี๋ยวเจ๊หมวย (ยายใยเจ้าเก่า) ~0.8 กม. โทร 081-780-8549 บ้านข้าวหนม (Baan Kao Nhom) ~1.5 กม. โทร 097-921-9465 PRANG VIEW Cafe ~2.8 กม. โทร 089-801-0138 ก๋วยเตี๋ยวเรือ (ป้าเล็ก) เจ้าเก่า ~3.2 กม. โทร 089-804-7418 The Summer House Ayutthaya ~3.5 กม. โทร 094-224-2223 |
| ที่พักใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณตามเส้นทางจริง) | iuDia on the River ~3.6 กม. โทร 086-080-1888 sala ayutthaya ~3.8 กม. Krungsri River Hotel ~4.8 กม. Classic Kameo Hotel & Serviced Apartments, Ayutthaya ~7.5 กม. โทร 035-212-535 Kantary Hotel, Ayutthaya ~10.0 กม. |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม คือวังจันทรเกษมหรือวังหน้าใช่ไหม?
ตอบ: ใช่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษมตั้งอยู่ในพื้นที่พระราชวังจันทรเกษม ซึ่งคนทั่วไปเรียกว่า “วังหน้า” ของอยุธยา
ถาม: ที่นี่เหมาะกับคนที่ไม่ได้อินประวัติศาสตร์มากไหม?
ตอบ: เหมาะ เพราะเดินชมได้ทั้งบรรยากาศวังเก่า อาคารสวย และงานจัดแสดงที่ทำให้เห็นภาพอยุธยาชัดขึ้นโดยไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อน
ถาม: ใช้เวลาเที่ยวประมาณกี่ชั่วโมง?
ตอบ: ถ้าดูแบบกำลังดีให้เผื่อ 1–2 ชั่วโมง แต่ถ้าอ่านป้ายละเอียดและตั้งใจดูชิ้นงาน ควรเผื่อมากกว่านั้น
ถาม: จุดไหนเป็นไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด?
ตอบ: โดยมากคนจะประทับใจพลับพลาจตุรมุข พระที่นั่งพิมานรัตยา และหอส่องกล้อง เพราะได้ทั้งสถาปัตยกรรม บรรยากาศ และเรื่องเล่าที่ทำให้วังหน้ามีชีวิต
ถาม: เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสะดวกไหม?
ตอบ: สะดวก ทั้งรถส่วนตัว รถไฟ รถตู้ แล้วต่อรถท้องถิ่นเข้าเกาะเมืองได้ง่าย เพราะพิพิธภัณฑ์อยู่ใกล้ย่านตลาดหัวรอและถนนหลัก
ถาม: ไปช่วงไหนเที่ยวสบายที่สุด?
ตอบ: ช่วงเช้าอากาศมักสบายกว่าและคนไม่แน่น เหมาะกับการเดินชมอาคารและอ่านรายละเอียดงานจัดแสดงแบบไม่รีบ
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
Facebook Fanpage



หมวดหมู่:
กลุ่ม:
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และอนุสาวรีย์(
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(
พระราชวัง(
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ
พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา(
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(
ศูนย์ฝึกอบรม(
มหาวิทยาลัย
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
วัด(
โบสถ์(
มัสยิด(
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(
โครงการในพระราชดำริ
โครงการหลวง(
วิถีชีวิต
หมู่บ้าน ชุมชน(
ตลาดท้องถิ่น(
ตลาดน้ำ(
ธรรมชาติ และสัตว์ป่า
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(
แม่น้ำลำคลอง(
หมู่เกาะ(
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(
บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร
แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์(
ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(
บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(