พระราชวังหลวง หรือพระราชวังโบราณ

Rating: 3.9/5 (7 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: เปิดทุกวัน (อยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนเดินทาง)
เวลาเปิดทำการ: โดยทั่วไปประมาณ 08:00–18:00 น. (เวลาเข้าชมโบราณสถานอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายอุทยานฯ)
พระราชวังหลวง (พระราชวังโบราณ) เป็นหัวใจของกรุงศรีอยุธยาในฐานะ “พระบรมมหาราชวัง” แห่งอดีต ทุกวันนี้แม้จะเหลือเพียงแนวฐานอิฐและร่องรอยพระที่นั่ง แต่นักท่องเที่ยวที่เดินเข้าสู่พื้นที่จะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของราชธานีเก่าที่เคยรุ่งเรืองกว่า 400 ปี พระราชวังหลวงตั้งอยู่เคียงข้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ ใจกลางอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวอยุธยา
หากลองหลับตานึกภาพย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน บริเวณที่เราเห็นเป็นลานกว้างและซากอิฐในปัจจุบัน เคยเป็นที่ตั้งของพระที่นั่งและพระมหาปราสาทสูงสง่า ธงราชวงศ์ปลิวไสว เสียงฆ้องกลองกังวาน และขบวนทหาร ขุนนาง รวมถึงราชทูตจากต่างแดน เดินเข้า–ออกพระราชวังอย่างคึกคัก ทุกก้าวที่เดินบนลานอิฐของพระราชวังโบราณ จึงเปรียบเหมือนการเดินทับร่องรอยประวัติศาสตร์การเมือง การทูต และพระราชพิธีสำคัญของแผ่นดินอยุธยา
เรื่องราวของพระราชวังหลวงเริ่มต้นพร้อมกับการสถาปนากรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างกรุงขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1893 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังหลวงแห่งแรกทางด้านตะวันออกของเกาะเมือง บริเวณที่เป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ในปัจจุบัน พระราชวังเดิมนี้ประกอบด้วยพระที่นั่งสำคัญ 4 องค์ ได้แก่ พระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท พระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท พระที่นั่งไอศวรรย์มหาปราสาท และพระที่นั่งมังคลาภิเษกมหาปราสาท ซึ่งใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในระยะต้นของราชวงศ์
พระราชวังเดิมตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกับศาสนสถานของราชวงศ์ ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป พระราชฐานและวัดหลวงค่อย ๆ ขยายบทบาททับซ้อนกัน จนกระทั่งในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อ พ.ศ. 1991 พระองค์ทรงปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ และทรงแยกระหว่างเขตวังหลวงกับเขตพุทธาวาสอย่างชัดเจน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกพื้นที่พระราชวังเดิมทั้งหมดถวายเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วทรงย้ายพระราชวังมาสร้างใหม่ทางด้านเหนือ ติดแม่น้ำลพบุรีและคูเมืองด้านบน กลายเป็นพระราชวังหลวงที่เราเห็นร่องรอยอยู่ในปัจจุบัน
พระราชวังหลวงแห่งใหม่นี้เริ่มต้นด้วยการสร้างพระที่นั่งเบญจรัตนมหาปราสาทและพระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาทเป็นองค์หลัก ก่อนจะมีพระที่นั่งมังคลาภิเษก ซึ่งบางหลักฐานเรียกว่า “พระที่นั่งวิหารสมเด็จ” เพิ่มเข้ามา เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์รวม 16 พระองค์ ยาวนานราว 182 ปี ในช่วงเวลานี้ พระราชวังหลวงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดิน การทหาร และพระราชพิธี ทั้งยังเป็นสถานที่รับราชทูตจากต่างประเทศ ที่บันทึกความหรูหราของวังหลวงอยุธยาไว้ในบันทึกการเดินทางหลายฉบับ
เมื่อเข้าสู่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ทรงขยายเขตพระราชวังให้กว้างออกไปจนเชื่อมต่อกับวัดพระศรีสรรเพชญ์โดยตรง ภาพของพระราชวังและวัดหลวงจึงดูเป็นผืนเดียวกันอย่างสง่างาม ในช่วงนี้มีการสร้างพระมหาปราสาทเพิ่มอีก 2 องค์ คือพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ และพระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ ทำให้กลุ่มพระมหาปราสาทในพระราชวังหลวงยิ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจกษัตริย์อยุธยาที่เรืองรอง
ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์ทรงโปรดให้สร้างพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์เพิ่มขึ้นเป็นที่ประทับอีกองค์หนึ่ง ส่งผลให้ในช่วงอยุธยาตอนปลาย พระราชวังหลวงมีพระมหาปราสาทสำคัญรวมถึง 6 องค์ ทำหน้าที่เป็นเวทีหลักของเหตุการณ์สำคัญมากมาย ตั้งแต่พิธีบรมราชาภิเษก การประกาศสงคราม การเลี้ยงรับราชทูต ต่างประเทศ ไปจนถึงการถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ตลอดระยะเวลากว่า 137 ปี จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2310
หลังการล่มสลายของอยุธยา พระราชวังหลวงถูกไฟเผาทำลายอย่างหนัก เหลือเพียงแนวฐานกำแพง ฐานพระที่นั่ง และเศษอิฐที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เมื่อถึงยุครัตนโกสินทร์ พระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ ก็ได้รับการออกแบบโดยอ้างอิงผังและแนวคิดจากพระราชวังหลวงอยุธยา ทำให้พระราชวังโบราณแห่งนี้กลายเป็น “ต้นแบบ” ของราชสำนักไทยยุคต่อมาในหลายมิติ
เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่พระราชวังหลวง นักท่องเที่ยวจะเริ่มเห็นภาพรวมของผังพระราชวังที่แบ่งออกเป็น 3 เขตหลักตามธรรมเนียมราชสำนักไทย คือ เขตพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน แม้ปัจจุบันจะเหลือเพียงแนวฐานอาคารและกำแพง แต่การจัดวางพื้นที่ยังพอมองเห็นเค้าโครงของอดีตได้อย่างชัดเจน
เขตพระราชฐานชั้นนอกเคยเป็นที่ตั้งของพระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ รวมถึงอาคารราชการสำคัญ เช่น ศาลาลูกขุน ศาลาหลวง และศาลาสารบัญชี ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์รวมงานราชการแผ่นดิน” ที่ขุนนางฝ่ายหน้าต้องเข้าเฝ้าและปฏิบัติราชการ ส่วนเขตพระราชฐานชั้นกลางเป็นที่ตั้งของพระมหาปราสาทสำคัญ 3 องค์ ได้แก่ พระที่นั่งวิหารสมเด็จ พระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท และพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ทำหน้าที่รองรับพระราชพิธีสำคัญของราชสำนัก ทั้งงานรัฐพิธี งานราชพิธี และการรับรองแขกบ้านแขกเมือง
ส่วนเขตพระราชฐานชั้นในเป็นพื้นที่ส่วนพระองค์และฝ่ายใน ใช้เป็นที่ประทับของพระมเหสี พระราชธิดา เจ้าจอม และสตรีในราชสำนัก ตลอดจนเรือนเครื่องต้น โรงช้าง และโรงม้าบางส่วน พื้นที่นี้เคยเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่ซ่อนอยู่หลังแนวกำแพงสูงจากสายตาคนนอก ปัจจุบันแม้จะเหลือเพียงแนวฐานและร่องรอยผนัง แต่ก็ช่วยให้เราเห็นภาพโครงสร้างของราชสำนักในอดีตได้ดีขึ้น
หนึ่งในจุดที่นักท่องเที่ยวชอบแวะชม คือฐานพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์และพระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท ที่ยังคงแนวฐานขนาดใหญ่ให้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อเดินวนรอบฐานและลองมองขึ้นไปตามจินตนาการ จะสัมผัสได้ถึงสเกลของอาคารที่เคยสูงใหญ่และหรูหรา นอกจากนี้ ใกล้ ๆ กันยังมีซากพระที่นั่งตรีมุข ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 เคยโปรดให้สร้างพลับพลาตรีมุขขึ้นใหม่ เพื่อใช้ประกอบพระราชพิธีบวงสรวงบรรพกษัตริย์ในโอกาสครองราชย์ครบ 40 ปี แสดงให้เห็นว่าสายสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักกรุงเทพฯ กับกรุงศรีอยุธยายังเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง
บริเวณสวนไพชยนต์เบญจรัตน์ในเขตพระราชวังหลวงเดิม เคยเป็นที่ตั้งของพระคลังมหาสมบัติ เช่น คลังศุภรัตน์ คลังพิมานอากาศ คลังวิเศษ โรงราชรถ และคลังแสง ซึ่งเปรียบเสมือน “ศูนย์กลางเศรษฐกิจและอาวุธยุทโธปกรณ์” ของอาณาจักรอยุธยา ปัจจุบันเหลือเพียงแนวฐานและพื้นที่โล่ง แต่หากเดินช้า ๆ อ่านป้ายอธิบายประกอบ จะช่วยให้เห็นภาพว่าพื้นที่ตรงนี้เคยเต็มไปด้วยทรัพย์สิน ทองคำ เครื่องราชูปโภค และราชรถสำหรับพระราชพิธี
ถัดออกไปยังมีพื้นที่ที่เรียกว่า “สวนองุ่น” ซึ่งเคยเป็นสวนหลวงประจำพระราชวัง มีตำหนักสระแก้วและตำหนักศาลาลวดตั้งอยู่ เป็นมุมที่สะท้อนรสนิยมด้านการจัดสวนและภูมิสถาปัตยกรรมของราชสำนักอยุธยาได้เป็นอย่างดี แม้ว่าปัจจุบันจะเหลือเพียงแนวพื้นที่ให้คาดเดา แต่การรู้ว่าครั้งหนึ่งบริเวณนี้เคยเป็นสวนหลวงที่กษัตริย์เสด็จมาพักผ่อน ก็ทำให้การเดินชมพระราชวังโบราณมีมิติที่อ่อนโยนขึ้น
อีกจุดที่ช่วยให้เข้าใจภาพรวมของพระราชวังหลวงได้ดี คือแบบจำลองผังพระราชวังและอาคารสำคัญ ซึ่งจัดแสดงอยู่ในศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา นักท่องเที่ยวที่สนใจรายละเอียดเชิงโครงสร้างอาจแวะชมแบบจำลองก่อน แล้วค่อยออกมาเดินในพื้นที่จริง จะช่วยให้มองเห็นว่าแต่ละฐานอาคารที่เราเดินผ่านนั้น เคยเป็นส่วนใดของพระราชวัง และเชื่อมต่อกันอย่างไร
ปัจจุบัน บรรยากาศการเที่ยวชมพระราชวังโบราณค่อนข้างสงบ เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่ นักท่องเที่ยวจะพบลมพัดเย็น ๆ จากแม่น้ำลพบุรี พื้นสนามหญ้าสลับกับฐานอิฐสีส้ม และแนวต้นไม้ที่ปลูกขึ้นใหม่ให้ร่มเงา การเดินชมอย่างช้า ๆ พร้อมอ่านป้ายข้อมูลทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ทำให้เราเห็นภาพตั้งแต่ยุคพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุง ไปจนถึงยุคปลายอยุธยาก่อนเสียกรุง
พระราชวังหลวงยังเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวกับวัดสำคัญรอบ ๆ ได้อย่างลงตัว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินเที่ยวต่อเนื่องจากวัดพระศรีสรรเพชญ์และวิหารพระมงคลบพิตร ซึ่งอยู่ติดกันในระยะเดินเท้า จากนั้นอาจนั่งรถตุ๊กตุ๊กหรือปั่นจักรยานต่อไปยังวัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ทำให้การวางแผนเที่ยวครึ่งวันหรือหนึ่งวันเต็มในโซนเกาะเมืองทำได้ไม่ยาก
สำหรับสายถ่ายรูป พระราชวังโบราณเป็นอีกจุดที่ให้แสงสวยมากในช่วงเช้าและบ่ายแก่ ๆ ยามเช้าจะได้แสงอ่อนนุ่มจากทิศตะวันออกที่ค่อย ๆ ไล้ไปตามแนวกำแพงและฐานพระที่นั่ง ส่วนช่วงเย็นแสงสีทองจะทอดยาวไปบนลานหญ้าและอิฐเก่า ทำให้ภาพถ่ายมีมิติและบรรยากาศอบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักท่องเที่ยวที่ชอบภาพแนวมินิมอลสามารถใช้เส้นของฐานอาคารและกำแพงเป็นองค์ประกอบได้ดีทีเดียว
แม้พระราชวังหลวงจะเหลือเพียงซาก แต่สำหรับคนรักประวัติศาสตร์ ที่นี่คือ “หนังสือประวัติศาสตร์เล่มใหญ่แบบเปิดโล่ง” ที่ให้เราเดินอ่านทีละหน้า จากแนวกำแพง จากฐานพระที่นั่ง จากตำแหน่งสวนหลวง และจากร่องรอยที่ไฟไหม้ทิ้งไว้บนอิฐ การได้ยืนอยู่บนลานกว้างแล้วนึกถึงคำบันทึกของราชทูตต่างชาติ ที่เคยกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของราชสำนักอยุธยา จะทำให้เรามองเมืองเก่าแห่งนี้ด้วยสายตาใหม่
การเดินทาง พระราชวังหลวงหรือพระราชวังโบราณตั้งอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา บริเวณตำบลประตูชัย ใกล้กับวัดพระศรีสรรเพชญ์และวิหารพระมงคลบพิตร จากตัวเมืองอยุธยาสามารถขับรถเข้ามายังเกาะเมือง ผ่านสะพานปรีดีธรรมนูญหรือสะพานปรีดีพนมยงค์ จากนั้นตามป้ายอุทยานประวัติศาสตร์ไปยังลานจอดรถใกล้วัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วเดินต่อเข้าเขตพระราชวังหลวงได้ในระยะสั้น
หากเดินทางจากกรุงเทพฯ สามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 (สายเอเชีย) มุ่งหน้าสู่พระนครศรีอยุธยา เมื่อใกล้ถึงเมืองให้ตามป้ายเข้าสู่เกาะเมืองอยุธยา รวมเวลาเดินทางราว 1–1.5 ชั่วโมง ทั้งนี้อาจใช้ทางด่วนบางปะอินเพื่อประหยัดเวลาได้เช่นกัน นักท่องเที่ยวที่ไม่สะดวกขับรถส่วนตัวสามารถนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ มาลงสถานีอยุธยา แล้วต่อรถสองแถว รถตุ๊กตุ๊ก หรือแท็กซี่เที่ยวชมโบราณสถานภายในเมือง โดยสามารถเหมารถแบบครึ่งวันหรือเหมาทั้งวันตามตกลงกับคนขับ
การแต่งกายมาเที่ยวพระราชวังโบราณควรเน้นความสุภาพและสบายตัว เพราะต้องเดินกลางแจ้งพอสมควร เสื้อผ้าระบายอากาศดี กางเกงขายาวหรือกระโปรงยาว รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าหุ้มส้นที่เดินสะดวกคือทางเลือกที่เหมาะสม ควรเตรียมหมวก แว่นกันแดด ร่มพับ และครีมกันแดด โดยเฉพาะในฤดูร้อนที่อากาศค่อนข้างร้อนจัด ส่วนฤดูฝนอาจพบพื้นที่ชื้นและลื่นเล็กน้อย ควรระมัดระวังขณะเดินบนหญ้าและฐานอิฐ และปฏิบัติตามข้อกำชับของเจ้าหน้าที่อุทยานประวัติศาสตร์ เช่น ไม่ปีนป่ายโบราณสถาน ไม่ขีดเขียน และไม่วางสิ่งของบนฐานเจดีย์หรือพระที่นั่ง
เมื่อเที่ยวชมพระราชวังโบราณเสร็จแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถวางแผนแวะสถานที่ใกล้เคียงได้อีกหลายแห่ง เช่น วัดพระศรีสรรเพชญ์ วิหารพระมงคลบพิตร วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา รวมถึงตลาดท้องถิ่นและคาเฟ่รอบเกาะเมือง การจัดทริปแบบเดินชมโบราณสถานในช่วงเช้า แล้วพักรับประทานอาหารกลางวันหรือจิบกาแฟในคาเฟ่วิวโบราณสถาน จากนั้นค่อยกลับมาเดินเล่นถ่ายรูปช่วงแสงเย็น จึงเป็นรูปแบบการเที่ยวอยุธยาที่ทั้งสบายและเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ให้ซึมซับ
สำหรับที่พัก นักท่องเที่ยวมีตัวเลือกหลากหลายตั้งแต่โฮมสเตย์บรรยากาศอบอุ่นในชุมชนเก่า ไปจนถึงรีสอร์ตริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มองเห็นวิววัดบนเกาะเมือง เช่น Sala Ayutthaya ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์โมเดิร์นริมแม่น้ำ Baan Thai House ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสวนร่มรื่นใกล้สถานีรถไฟ Niwas Ayutthaya ที่เน้นบรรยากาศบ้านพักเงียบสงบใกล้โบราณสถาน รวมถึงโรงแรมขนาดใหญ่ริมแม่น้ำอย่าง Krungsri River Hotel หรือเกสต์เฮาส์ในย่านประตูชัยและหัวรอ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในรัศมีไม่ไกลจากพระราชวังโบราณ สามารถเดินทางด้วยรถยนต์หรือรถตุ๊กตุ๊กได้สะดวก
ด้านร้านอาหารและคาเฟ่ อยุธยามีตัวเลือกมากมายทั้งอาหารไทยดั้งเดิม อาหารท้องถิ่นอย่างก๋วยเตี๋ยวเรือ และคาเฟ่สไตล์ร่วมสมัยริมโบราณสถาน เช่น Coffee Old City ที่อยู่ใกล้วัดมหาธาตุ Malakor Kitchen and Cafe ที่มองเห็นวิววัดราชบูรณะ Sala Ayutthaya eatery and bar ที่เสิร์ฟอาหารไทยฟิวชั่นริมแม่น้ำ และ The Summer House Ayutthaya ที่บรรยากาศดีริมแม่น้ำเช่นกัน รวมถึงร้านอาหารพื้นบ้านอย่างครัวป้าเล็กริมน้ำในย่านเกาะเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องปลาแม่น้ำ นักท่องเที่ยวจึงสามารถผสมผสานการเที่ยวโบราณสถานกับการตระเวนชิมอาหารได้อย่างลงตัวในหนึ่งวัน
เมื่อมองโดยภาพรวม พระราชวังหลวงหรือพระราชวังโบราณ จึงไม่ใช่เพียงลานอิฐเงียบ ๆ แต่เป็นพื้นที่ที่ยังคงเต็มไปด้วยร่องรอยเรื่องราวของราชสำนักอยุธยา ตั้งแต่การสถาปนากรุง การขยายตัวของพระราชวัง การรับราชทูตจากแดนไกล ไปจนถึงการล่มสลายของนครทั้งเมือง การได้มาเดินท่ามกลางฐานพระที่นั่งและกำแพงที่หลงเหลืออยู่ จึงเหมือนการได้สนทนากับประวัติศาสตร์อย่างใกล้ชิด และชวนให้เราตั้งคำถามต่อไปว่า เราจะช่วยกันรักษาและส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นสำคัญนี้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้อย่างไรในอนาคต
| ชื่อสถานที่ | พระราชวังหลวง (พระราชวังโบราณ) กรุงศรีอยุธยา |
| สรุปสถานที่ | พระบรมมหาราชวังเดิมของกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ใจกลางอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และศูนย์กลางราชการแผ่นดิน ปัจจุบันเหลือร่องรอยฐานพระที่นั่ง กำแพง และผังพระราชวังให้เดินชม พร้อมป้ายข้อมูลช่วยเล่าเรื่องประวัติศาสตร์และผังพระราชวังอย่างละเอียด |
| จุดเด่นของสถานที่ | เป็นต้นแบบของผังพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ เห็นโครงสร้างพระราชวังหลวงในอดีตชัดจากแนวฐานอาคารและผังพื้นที่ เชื่อมต่อกับวัดพระศรีสรรเพชญ์และวิหารพระมงคลบพิตร ได้ภาพรวมของ “เมืองหลวงอยุธยา” ในจุดเดียว เหมาะกับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการถ่ายภาพโบราณสถาน |
| ที่ตั้ง | เขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประเทศไทย |
| ที่อยู่โดยประมาณ | บริเวณด้านเหนือของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ใจกลางเกาะเมืองอยุธยา พิกัดคร่าว ๆ แถวถนนศรีสรรเพชญ์–ถนนอู่ทอง ตำบลประตูชัย รหัสไปรษณีย์ 13000 |
| ยุคสมัย / ความเป็นมา | สถาปนาขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พ.ศ. 1893 พระราชวังระยะแรกอยู่บริเวณที่เป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ในปัจจุบัน ก่อนสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจะทรงย้ายพระราชวังมาทางด้านเหนือใกล้แม่น้ำลพบุรี และใช้เป็นที่ประทับและศูนย์กลางการปกครองของกรุงศรีอยุธยาจนเสียกรุงครั้งที่สองใน พ.ศ. 2310 |
| หลักฐาน / องค์ประกอบสำคัญ | ฐานพระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ พระที่นั่งวิหารสมเด็จ (มังคลาภิเษก) ซากพระที่นั่งตรีมุข แนวกำแพงพระราชวัง พื้นที่สวนไพชยนต์เบญจรัตน์ (เคยเป็นที่ตั้งของพระคลังมหาสมบัติ) เขตพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นในที่ยังเห็นเค้าโครงผังได้ชัดเจน |
| ที่มาของชื่อ “พระราชวังหลวง / พระราชวังโบราณ” | “พระราชวังหลวง” หมายถึงพระบรมมหาราชวังซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ในขณะที่คำว่า “พระราชวังโบราณ” ใช้เรียกพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยาที่เหลืออยู่ในสภาพโบราณสถานภายหลังการเสียกรุง เพื่อแยกจากพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพมหานคร |
| การเดินทางโดยสังเขป | จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 (สายเอเชีย) มุ่งหน้าพระนครศรีอยุธยา จากนั้นเข้าตัวเมืองและข้ามสะพานเข้าสู่เกาะเมือง ตามป้ายอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ไปยังลานจอดรถใกล้วัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วเดินเข้าสู่เขตพระราชวังโบราณ ใช้เวลาเดินทางรวมราว 1–1.5 ชั่วโมง สามารถใช้รถส่วนตัว รถตู้โดยสาร รถไฟ + รถตุ๊กตุ๊กในพื้นที่ หรือปั่นจักรยานเที่ยวรอบเกาะเมืองได้ |
| สถานะปัจจุบัน | เป็นโบราณสถานสำคัญภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ทุกวัน เป็นจุดท่องเที่ยวหลักควบคู่กับวัดพระศรีสรรเพชญ์และวิหารพระมงคลบพิตร มีการดูแลบูรณะโดยกรมศิลปากร และจัดป้ายข้อมูลทั้งภาษาไทยและอังกฤษในหลายจุด |
| ค่าธรรมเนียม / ค่าบริการ | พระราชวังโบราณอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งโดยทั่วไปมีการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมโบราณสถานบางจุดในอัตราที่กำหนด (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ) อัตราค่าเข้าชมอาจมีการปรับเปลี่ยนเป็นระยะ แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากอุทยานประวัติศาสตร์หรือกรมศิลปากรก่อนเดินทาง |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | ลานจอดรถบริเวณรอบอุทยานประวัติศาสตร์ จุดจำหน่ายบัตรเข้าชม (ตามจุดที่กำหนด) ห้องน้ำสาธารณะบางจุดใกล้โบราณสถาน ร้านค้าและร้านขายของที่ระลึกในบริเวณใกล้เคียง รวมถึงบริการรถตุ๊กตุ๊กท้องถิ่นและจักรยานให้เช่าจากผู้ประกอบการรอบเกาะเมือง (ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา) |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (พร้อมระยะทาง) | วัดพระศรีสรรเพชญ์ ประมาณ 0.2 กม. วิหารพระมงคลบพิตร ประมาณ 0.3 กม. วัดพระราม ประมาณ 0.5 กม. วัดมหาธาตุ ประมาณ 1 กม. วัดราชบูรณะ ประมาณ 1 กม. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ประมาณ 1.5 กม. (ระยะทางโดยประมาณตามเส้นทางจริง) |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทาง + เบอร์โทร) | Coffee Old City Thai Bistro ใกล้วัดมหาธาตุ ประมาณ 1 กม., โทร 089-889-9092 Malakor Kitchen and Cafe (มะละกอ คาเฟ่ แอนด์ เรสเตอร์รอง) ใกล้วัดราชบูรณะ ประมาณ 1 กม., โทร 091-779-6475 Sala Ayutthaya Eatery and Bar ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตประตูชัย ประมาณ 2 กม., โทร 035-242-588 The Summer House Ayutthaya คาเฟ่และร้านอาหารริมแม่น้ำ ประมาณ 3–4 กม., โทร 094-224-2223 ครัวป้าเล็ก (อาหารไทยและปลาแม่น้ำย่านเกาะเรียน) ประมาณ 6–7 กม., โทร 087-410-9020 |
| ที่พักใกล้เคียง (ระยะทาง + เบอร์โทร) | Sala Ayutthaya โรงแรมบูทีคริมแม่น้ำเจ้าพระยา ประมาณ 2 กม., โทร 035-242-588 Niwas Ayutthaya เกสต์เฮาส์บรรยากาศบ้าน ใกล้วัดมหาธาตุ ประมาณ 1.5 กม., โทร 093-590-0599 Baan Luang Harn Guesthouse ย่านประตูชัย–หัวรอ ประมาณ 1.5–2 กม., โทร 087-072-1657 Baan Thai House อยุธยา รีสอร์ตในสวนใกล้สถานีรถไฟ ประมาณ 4 กม., โทร 080-437-4555 Krungsri River Hotel โรงแรมขนาดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ประมาณ 3–4 กม., โทร 035-244-333 |
| เบอร์โทรติดต่อหลัก | สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (สอบถามข้อมูลโบราณสถานและเวลาเปิด–ปิดโดยรวม) โทร 035-242-285, 035-242-286 และเบอร์ข้อมูลโบราณสถานจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม โทร 035-241-407 (แนะนำให้โทรสอบถามล่วงหน้าเพื่อยืนยันข้อมูลล่าสุด) |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: พระราชวังหลวงต่างจากวัดพระศรีสรรเพชญ์อย่างไร?
ตอบ: พื้นที่พระราชวังหลวงหรือพระราชวังโบราณคือเขตพระราชฐานที่เคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และสถานที่ว่าราชการ ส่วนวัดพระศรีสรรเพชญ์เป็นวัดหลวงประจำพระราชวังซึ่งภายหลังได้รับยกให้เป็นเขตพุทธาวาสโดยเฉพาะ ปัจจุบันทั้งสองพื้นที่อยู่ติดกันและอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์เดียวกัน แต่หน้าที่และความหมายทางประวัติศาสตร์ต่างกัน
ถาม: พระราชวังโบราณเปิดให้เข้าชมกี่โมงถึงกี่โมง?
ตอบ: โดยทั่วไปพระราชวังโบราณอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมโบราณสถานกลางแจ้งในช่วงประมาณ 08:00–18:00 น. อย่างไรก็ตาม เวลาเปิด–ปิดจริงอาจปรับตามฤดูกาลหรือมาตรการดูแลโบราณสถาน จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากอุทยานประวัติศาสตร์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเดินทาง
ถาม: การเข้าชมพระราชวังหลวงมีค่าใช้จ่ายหรือไม่?
ตอบ: พื้นที่พระราชวังโบราณส่วนมากเป็นโบราณสถานกลางแจ้งที่สามารถเดินชมได้ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ โดยอาจรวมอยู่ในระบบเก็บค่าธรรมเนียมของอุทยานฯ สำหรับนักท่องเที่ยวบางประเภท โดยเฉพาะชาวต่างชาติ อัตราค่าธรรมเนียมและรูปแบบบัตรเข้าชม (รายแห่งหรือแบบเหมารวม) มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ จึงควรตรวจสอบอัตราล่าสุดจากอุทยานประวัติศาสตร์หรือเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทาง
ถาม: ควรเผื่อเวลาเที่ยวพระราชวังโบราณอยุธยานานแค่ไหน?
ตอบ: หากตั้งใจเดินชมเฉพาะพื้นที่พระราชวังโบราณ อ่านป้ายข้อมูลและถ่ายรูปแบบสบาย ๆ ควรเผื่อเวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง แต่หากวางแผนเที่ยวต่อเนื่องกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ วิหารพระมงคลบพิตร วัดพระราม วัดมหาธาตุ หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ควรเผื่อเวลาอย่างน้อยครึ่งวันถึงหนึ่งวันเต็ม เพื่อให้มีเวลาเดินชมและพักรับประทานอาหารอย่างไม่เร่งรีบ
ถาม: ช่วงเวลาไหนเหมาะที่สุดสำหรับการมาเที่ยวพระราชวังหลวง?
ตอบ: ช่วงเช้า (ประมาณ 08:00–10:00 น.) และช่วงบ่ายแก่ ๆ ถึงเย็น (หลัง 15:30 น.) เหมาะสำหรับการเดินชมพระราชวังโบราณ เพราะอากาศไม่ร้อนจัดและแสงสวยสำหรับการถ่ายภาพ ช่วงกลางวันแดดค่อนข้างแรง ควรเตรียมหมวก ร่ม และน้ำดื่มให้พร้อม โดยเฉพาะในฤดูร้อน ส่วนฤดูฝนอาจมีฝนตกสลับ แนะนำให้ตรวจสอบพยากรณ์อากาศก่อนเดินทาง
ถาม: มีไกด์นำเที่ยวหรือบริการป้ายข้อมูลภาษาอังกฤษในเขตพระราชวังโบราณหรือไม่?
ตอบ: ภายในเขตพระราชวังโบราณมีป้ายข้อมูลภาษาไทยและภาษาอังกฤษอธิบายประวัติความเป็นมาและตำแหน่งอาคารสำคัญในหลายจุด นักท่องเที่ยวที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกสามารถใช้บริการมัคคุเทศก์ท้องถิ่นหรือไกด์ส่วนตัว ซึ่งมักรับจ้างอยู่รอบอุทยานประวัติศาสตร์และจุดท่องเที่ยวสำคัญ โดยสามารถตกลงเส้นทางและอัตราค่าบริการล่วงหน้าได้
ถาม: สามารถถ่ายรูปหรือถ่ายทำวิดีโอภายในพระราชวังโบราณได้หรือไม่?
ตอบ: สามารถถ่ายภาพและวิดีโอเพื่อการท่องเที่ยวส่วนบุคคลได้ตามปกติ แต่ต้องเคารพกติกาของอุทยานประวัติศาสตร์ เช่น ไม่ปีนป่ายโบราณสถาน ไม่วางอุปกรณ์หรือพร็อพบนฐานอาคาร หากเป็นการถ่ายทำเชิงพาณิชย์หรือใช้ทีมงานขนาดใหญ่ แนะนำให้ประสานงานขออนุญาตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
ภูมิภาค
|



หมวดหมู่:
กลุ่ม: