พระราชวังบางปะอิน

Rating: 3.1/5 (7 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.30 – 17.00 น.
พระราชวังบางปะอิน ถ้ากำลังมองหาที่เที่ยวอยุธยาที่ให้บรรยากาศ “สง่างามแบบราชสำนัก” แต่เดินชมได้สบาย ๆ ไม่ต้องใช้จินตนาการเยอะเหมือนโบราณสถานที่เหลือแค่ซาก พระราชวังบางปะอิน คือหนึ่งในคำตอบที่คุ้มเวลา โดยตัวพระราชวังตั้งอยู่นอกเกาะเมืองอยุธยามาทางทิศใต้ราว 18 กิโลเมตร ทำให้วางเป็นทริปเช้าไป–บ่ายกลับ หรือจะต่อเข้าตัวเมืองเพื่อไหว้วัดดังอีกหลายแห่งก็จัดได้ไม่ยาก
เสน่ห์ของบางปะอินไม่ได้มีแค่ “สวย” แบบถ่ายรูปขึ้นทุกมุม แต่เป็นความสวยที่ซ่อนเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์หลายชั้น ตั้งแต่ร่องรอยความทรงจำของกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ไปจนถึงการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์ที่ทำให้พระราชวังแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมหลากรูปแบบอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ คุณจะเห็นทั้งอาคารแบบไทยแท้ อาคารแบบตะวันตก และอาคารแบบจีนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่กลับไม่รู้สึกว่าแปลกแยก เพราะทุกอย่างถูกจัดวางให้เดินชมแล้ว “ไหล” ไปตามสวน สระน้ำ และแนวทางเดินที่ร่มรื่น
ตามเรื่องเล่าที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร การเริ่มต้นของพระราชวังบางปะอินผูกอยู่กับพระเจ้าปราสาททอง ผู้ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพราะบริเวณเกาะบางปะอินเป็นที่ประสูติ และยังเป็นเคหสถานเดิมของพระมารดาซึ่งเป็นหญิงชาวบ้าน เรื่องเล่าดั้งเดิมโยงไปถึงเหตุการณ์สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งแล้วเกิดเรือล่มบริเวณเกาะบางปะอิน ก่อนจะพบหญิงชาวบ้านผู้เป็นพระมารดาของพระเจ้าปราสาททองในเวลาต่อมา
พระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นบนเกาะบางปะอินบริเวณเคหสถานเดิมของพระมารดาในปี พ.ศ. 2175 พระราชทานชื่อว่า “วัดชุมพลนิกายาราม” พร้อมให้ขุดสระน้ำและสร้างพระราชนิเวศน์ขึ้นกลางเกาะไว้เป็นที่สำหรับเสด็จประพาส จากนั้นจึงสร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งริมสระน้ำ พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์” ซึ่งชื่อเดียวกันนี้ยังถูกใช้ต่อมาในพระที่นั่งสำคัญที่เห็นอยู่กลางสระน้ำในปัจจุบัน
เวลาผ่านไปบางปะอินมีช่วงที่เงียบลง ก่อนจะได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งสำหรับเป็นที่ประทับ มีเรือนแถวสำหรับฝ่ายใน และมีพลับพลาริมน้ำเพื่อรองรับการเสด็จประพาส ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงเป็นยุคที่พระราชวังถูกขยายและก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากจนกลายเป็นภาพที่เราเห็นกันในวันนี้ และยังคงใช้เป็นที่ประทับ ต้อนรับพระราชอาคันตุกะ รวมถึงจัดพระราชพิธีหรือรับรองในโอกาสต่าง ๆ เป็นครั้งคราว
การเดินชมภายในพระราชวังจะแบ่งความรู้สึกออกเป็นสองส่วนชัดเจน เพราะพื้นที่ถูกจัดเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอกและเขตพระราชฐานชั้นใน เขตชั้นนอกมีความเป็น “พื้นที่พิธีการ” มากกว่า ใช้สำหรับการออกมหาสมาคมและพระราชพิธี ขณะที่เขตชั้นในเป็นพื้นที่ประทับส่วนพระองค์ จังหวะการเดินจะเปลี่ยนจากความอลังการของอาคารหลักไปสู่ความสงบของสวน ตำหนัก และศาลาที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมร่มไม้
ถ้าเริ่มต้นที่เขตพระราชวังชั้นนอก หนึ่งในสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ “หอเหมมณเฑียรเทวราช” ปรางค์ศิลาจำลองที่ถอดรูปแบบมาจากปรางค์ขอม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่ออุทิศถวายแด่พระเจ้าปราสาททอง ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระรูปฉลองพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทำให้จุดนี้ไม่ใช่แค่สวยแปลกตา แต่ยังเป็นเหมือนหมุดที่ย้ำว่าเรื่องเล่าการกำเนิดของบางปะอินเริ่มจากกษัตริย์อยุธยาพระองค์ใด
เดินต่อไปไม่นาน คุณจะเจอภาพจำของบางปะอินแบบที่เห็นในโปสการ์ดบ่อยที่สุด นั่นคือ “พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์” พระที่นั่งปราสาทโถงทรงจตุรมุขตั้งอยู่กลางสระน้ำ เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยที่จัดองค์ประกอบได้งดงามมาก โดยรัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 และจำลองแบบจากพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวัง จุดนี้มักทำให้คนหยุดนานเป็นพิเศษ เพราะแสงเงาบนผิวน้ำช่วยขับความสง่าขององค์พระที่นั่งให้เด่นขึ้นแบบไม่ต้องพยายามถ่ายรูปเยอะก็ยังได้ภาพที่ดูดี
เรื่องราวของพระที่นั่งนี้ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจ เพราะเดิมพระที่นั่งองค์แรกในสมัยพระเจ้าปราสาททองสร้างด้วยไม้ทั้งองค์ ต่อมารัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้ปรับเปลี่ยนเสาและพื้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อความมั่นคง ปัจจุบันภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปหล่อสัมฤทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฉลองพระองค์เต็มยศจอมพลทหารบก ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เป็นอีกชั้นของเรื่องเล่าที่เชื่อมยุคอยุธยา–รัตนโกสินทร์ไว้ในพื้นที่เดียวกัน
อีกอาคารที่หลายคนชอบคือ “พระที่นั่งวโรภาษพิมาน” ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสะพานเสด็จ เดิมเป็นเรือนไม้สองชั้นที่ใช้เป็นที่ประทับและท้องพระโรงร่วมกัน ก่อนจะมีการรื้อและสร้างใหม่ตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ก่ออิฐและมีรายละเอียดแบบวิหารกรีก ทำให้อารมณ์ตอนเดินเข้าไปจะเปลี่ยนจากความไทยแบบพระที่นั่งกลางน้ำ มาเป็นความหรูที่ดูเป็นสากลมากขึ้น ภายในยังมีสิ่งที่น่าชม เช่น อาวุธโบราณ ตุ๊กตาหินสลัก และภาพเขียนที่เล่าเรื่องราวพงศาวดาร รวมถึงวรรณคดีไทย เป็นจุดที่เหมาะกับคนที่อยากได้ “เนื้อหา” ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปแล้วจบ
บริเวณริมน้ำตรงข้ามพระที่นั่งวโรภาษพิมานจะพบ “สภาคารราชประยูร” อาคารสองชั้นที่สร้างในรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายหน้าและข้าราชบริพาร ตรงนี้ช่วยเติมภาพรวมให้เห็นว่า พระราชวังไม่ได้มีแค่อาคารเดี่ยว ๆ แต่ถูกออกแบบเป็น “ระบบพื้นที่” ที่รองรับทั้งพิธีการ การประทับ และการดูแลผู้คนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก
การเชื่อมต่อสู่เขตพระราชฐานชั้นในมีรายละเอียดที่เล่าแล้วคนชอบ เพราะสะพานที่เชื่อมจากพระที่นั่งวโรภาษพิมานไปยังประตูทางเข้าพระราชฐาน มีแนวฉากคล้ายบานเกล็ดกั้นกลางตลอดแนว เพื่อแบ่งทางเดินฝ่ายหน้าและฝ่ายใน โดยฝ่ายในสามารถมองลอดออกมาได้แต่ไม่ถูกแลเห็น การออกแบบเล็ก ๆ แบบนี้ทำให้เราเห็นมารยาทและระเบียบของราชสำนักถูกฝังไว้แม้กระทั่งใน “ทางเดิน”
เมื่อเข้าสู่เขตชั้นใน บรรยากาศจะนุ่มลงและเป็นส่วนตัวมากขึ้น หนึ่งในพระที่นั่งที่โดดเด่นคือ “พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร” ที่เคยเป็นพระที่นั่งเรือนไม้สองชั้นตามแบบชาเลต์ของสวิส โทนสีเขียวอ่อนสลับเขียวแก่และการตกแต่งภายในด้วยเครื่องเรือนไม้มะฮอกกานี รวมถึงเครื่องราชบรรณาการจากหัวเมืองต่าง ๆ ทำให้เล่าถึงรสนิยมยุคหนึ่งได้ดี แม้จะเคยเกิดเพลิงไหม้ระหว่างซ่อมแซมในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2481 จนเสียหายหมดทั้งองค์ ก่อนจะมีการสร้างขึ้นใหม่ตามแบบเดิมในเวลาต่อมา โดยเปลี่ยนวัสดุเป็นคอนกรีตเพื่อความทนทาน
ถัดมาอีกฟีลหนึ่งคือ “พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ” ที่มีนามจีนว่า “เทียน เม่ง เต้ย” และเป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบจีนที่งดงามด้วยลวดลายแกะสลัก โดยพระยาโชดึกราชเศรษฐี (ฟัก) เป็นนายงานสร้างถวายรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นพระที่นั่งประทับในฤดูหนาว และเคยใช้รับรองเจ้านายต่างประเทศในยุคนั้น รายละเอียดอย่างกระเบื้องกังไสเขียนมือที่โถงด้านหน้า ทำให้หลายคนยืนดูใกล้ ๆ นานกว่าที่คิด เพราะมันไม่ใช่ “สวยแบบไกล ๆ” แต่สวยแบบต้องเพ่งถึงจะรู้ว่าใส่ใจแค่ไหน
ในสวนเขตชั้นในยังมีเก๋งและหอที่ช่วยเพิ่มความสนุกในการเดินชม เช่น “เก๋งบุปผาประพาส” ตำหนักเก๋งเล็กกลางสวนริมสระน้ำ “หอวิฑูรทัศนา” พระที่นั่งหอสูงยอดมนบนเกาะน้อย มีบันไดเวียน ใช้เป็นหอส่องชมภูมิประเทศโดยรอบ รวมถึงมุมสวนและแนวสระน้ำที่ทำให้การเดินที่นี่ไม่รู้สึกว่าเดินในพิพิธภัณฑ์ แต่เหมือนเดินในฉากที่ยังมีชีวิต
อีกโซนที่ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนเป็นความนิ่งและระลึกถึง คือกลุ่มอนุสาวรีย์สำคัญ โดยเฉพาะ “อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่าอนุสาวรีย์พระนางเรือล่ม ซึ่งเป็นแท่งหินอ่อนทรงหกเหลี่ยม บรรจุพระสรีรังคาร และมีจารึกคำไว้อาลัยทั้งภาษาไทยและอังกฤษ รวมถึง “อนุสาวรีย์ราชานุสรณ์” ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการสูญเสียพระอัครชายาเธอฯ และเจ้าฟ้าสามพระองค์ในปีเดียวกัน จุดเหล่านี้ทำให้การเที่ยวบางปะอินไม่ได้มีแค่ความเพลิดเพลิน แต่มีชั้นอารมณ์ที่ชวนให้เดินช้าลงโดยอัตโนมัติ
สำหรับคนที่อยากเที่ยวให้คุ้มแบบไม่เหนื่อยเกินไป แนะนำให้เผื่อเวลาอย่างน้อยครึ่งวัน เพราะพื้นที่ค่อนข้างกว้าง และมุมถ่ายรูปสวยมีเยอะ การมาช่วงเช้าจะสบายกว่าเพราะแดดยังไม่แรง และถ้าใครไม่อยากเดินไกล มีข้อมูลว่ามีบริการรถกอล์ฟ (หลายแหล่งอ้างอิงราคาโดยประมาณราว 400 บาทต่อชั่วโมง) ซึ่งเหมาะกับครอบครัว ผู้สูงอายุ หรือคนที่อยากเก็บครบทุกจุดแบบไม่เร่งรีบ
เรื่องการแต่งกายควรให้ความสำคัญ เพราะบรรยากาศโดยรวมของสถานที่มีความเป็นทางการและสง่างาม แนวทางทั่วไปสำหรับการเข้าพื้นที่พระราชวังในไทยคือแต่งกายสุภาพ ปิดไหล่และคลุมเข่า เลี่ยงเสื้อผ้ารัดรูปหรือบางเกินไป และควรใส่รองเท้ารัดส้นเพื่อความเหมาะสมและความคล่องตัวในการเดินชม ถ้าเตรียมชุดมาดีตั้งแต่แรก ทริปจะลื่นไหลกว่าเยอะ และยังช่วยให้ภาพถ่ายดูเข้ากับสถานที่โดยไม่ต้องพยายามแต่งภาพทีหลัง
การเดินทาง ถ้ามาจากกรุงเทพฯ สามารถขับรถตามถนนพหลโยธิน ผ่านบริเวณประตูน้ำพระอินทร์แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 308 มุ่งหน้าบางปะอิน จากนั้นตามป้ายไปพระราชวังบางปะอินได้เลย อีกทางเลือกคือเข้าทางตัวเมืองอยุธยาแล้วขับลงมาทางอำเภอบางปะอิน ส่วนรถโดยสารสามารถนั่งสายกรุงเทพฯ–บางปะอินจากหมอชิต 2 แล้วต่อรถท้องถิ่นเข้าไปที่พระราชวังได้ และถ้าชอบเดินทางแบบชิล ๆ รถไฟก็เป็นตัวเลือกที่ดี โดยลงสถานีรถไฟบางปะอิน แล้วต่อรถสองแถว รถสามล้อเครื่อง หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าไปยังพระราชวัง
สุดท้าย ถ้าจะให้บางปะอิน “คุ้มสุด” แบบไม่ต้องรีบ แนะนำวางแพลนให้มีทั้งช่วงเดินชมอาคารหลัก ช่วงเดินเล่นสวนและริมน้ำ และช่วงหยุดพักกินของอร่อยใกล้ ๆ เพราะย่านบางปะอินมีร้านอาหารและคาเฟ่ที่น่าแวะหลายร้าน แล้วค่อยต่อเข้าตัวเมืองอยุธยาเพื่อไหว้วัดหรือเที่ยวคาเฟ่ริมน้ำอีกสักที่ เท่านี้ก็ได้ทริปอยุธยาแบบครบทั้งความงาม ความรู้ และความสบายในวันเดียว
| ชื่อสถานที่ | พระราชวังบางปะอิน |
| ที่อยู่ | ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13160 |
| สรุปสถานที่ | พระราชวังเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา ฟื้นฟูและก่อสร้างต่อเนื่องในสมัยรัชกาลที่ 4–5 เด่นด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานไทย–ตะวันตก–จีน ภายในร่มรื่น เดินชมได้เพลินและถ่ายรูปสวย |
| จุดเด่นของสถานที่ | พระที่นั่งกลางสระน้ำ (ไอศวรรย์ทิพยอาสน์), อาคารตะวันตก (วโรภาษพิมาน), อาคารจีน (เวหาศน์จำรูญ), สวนและสระน้ำ, มุมถ่ายรูปสวยจำนวนมาก, เรื่องเล่าประวัติศาสตร์เชื่อมอยุธยา–รัตนโกสินทร์ |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.30 – 17.00 น. |
| ค่าเข้าชม | ผู้ใหญ่ 30 บาท, เด็ก 20 บาท (ต่างชาติ 100 บาท) |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | พื้นที่สวนและทางเดินภายในกว้างขวาง, จุดพัก/นั่งชมวิวตามสวน, มีข้อมูลว่ามีบริการรถกอล์ฟสำหรับการเดินชม (ราคาโดยประมาณขึ้นกับช่วงเวลา/เงื่อนไขหน้างาน) |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าชม (แนะนำแต่งกายสุภาพ ปิดไหล่และคลุมเข่า) |
| เบอร์ติดต่อ | 0 3526 1044, 0 3526 1548 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ) | วัดนิเวศธรรมประวัติ (2 กม.) ตลาดน้ำอโยธยา (20 กม.) วัดใหญ่ชัยมงคล (18 กม.) วัดพนัญเชิงวรวิหาร (19 กม.) วัดไชยวัฒนาราม (26 กม.) |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | ต้นน้ำริเวอร์วิว (6 กม.) โทร 035-261-006 เรือนจรุง (5 กม.) โทร 094-956-6165 คนดีศรีอยุธยา (10 กม.) โทร 066-118-6656 รักษ์บางปะอิน คาเฟ่ (3 กม.) โทร 094-862-9987 หอยทอดแม่นวย (4 กม.) โทร 084-665-5961 |
| ที่พักใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | SALA Bang Pa-In (9 กม.) โทร 035-246-388 Kantary Hotel Ayutthaya (23 กม.) โทร 035-337-177 Kantary Hotel Ayutthaya (23 กม.) โทร 035-229-955 Centara Ayutthaya (25 กม.) โทร 035-243-555 Krungsri River Hotel (24 กม.) โทร 035-244-333 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: พระราชวังบางปะอิน เปิดทุกวันไหม?
ตอบ: เปิดทุกวัน โดยเวลาเปิดทำการที่ใช้อ้างอิงในบทความนี้คือ 08.30 – 17.00 น.
ถาม: ค่าเข้าชมพระราชวังบางปะอิน ราคาเท่าไร?
ตอบ: อัตราที่พบในข้อมูลทางการของ ททท. คือ ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 20 บาท และต่างชาติ 100 บาท
ถาม: แต่งกายแบบไหนถึงจะเข้าชมได้?
ตอบ: แนะนำแต่งกายสุภาพ ปิดไหล่และคลุมเข่า เลี่ยงเสื้อผ้ารัดรูปหรือบางเกินไป และควรใส่รองเท้ารัดส้นเพื่อความเหมาะสม
ถาม: ใช้เวลาเดินชมพระราชวังบางปะอินกี่ชั่วโมง?
ตอบ: ถ้าอยากเดินแบบไม่รีบและแวะถ่ายรูปหลายจุด ควรเผื่ออย่างน้อย 3–4 ชั่วโมง หรือครึ่งวันจะสบายที่สุด
ถาม: มีรถกอล์ฟให้เช่าหรือไม่ ถ้าไม่อยากเดินไกล?
ตอบ: มีข้อมูลจากหลายแหล่งว่ามีบริการรถกอล์ฟสำหรับการเดินชม โดยอัตราอาจเปลี่ยนตามเงื่อนไขหน้างาน แนะนำสอบถามจุดบริการเมื่อไปถึง
ถาม: ติดต่อสอบถามข้อมูลพระราชวังบางปะอินได้ที่ไหน?
ตอบ: สามารถโทร 0 3526 1044 หรือ 0 3526 1548
แสดงความเห็น
อัลบั้มรูป(6) 
| | ● ช่างภาพ: หนุ่มสะเร็น ● ลิงค์: pixpros.net/forums/showthread.php ● ที่มา: pixpros.net |
● ลิขสิทธิ์ภาพเป็นของช่างภาพ (800*500)
● ดูภาพขนาดเต็มได้จากแฟนเพจของช่างภาพ
● ดูภาพขนาดเต็มได้จากแฟนเพจของช่างภาพ
| คำค้น (ขั้นสูง) |
ภูมิภาค
|



หมวดหมู่:
กลุ่ม: 




