วัดม่วง

Rating: 3.8/5 (4 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวอ่างทอง
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: เปิดทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 06.00 – 18.00 น.
วัดม่วง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง คือหนึ่งในจุดหมายสายไหว้พระที่ “เห็นแล้วรู้ทันทีว่าไม่ธรรมดา” เพราะมีพระพุทธรูปองค์มหึมาปางมารวิชัยที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ หลวงพ่อใหญ่ หรือ “พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ” เป็นไฮไลต์หลักของวัด พร้อมโซนให้เดินชมงานพุทธศิลป์ การจัดแสดงเชิงคติธรรม และบรรยากาศศรัทธาที่คึกคักตลอดปี เหมาะกับทั้งทริปครอบครัว ทริปไหว้พระ 1 วัน และคนที่อยากมาสัมผัสสถานที่จริงที่เป็นแลนด์มาร์กระดับประเทศของอ่างทอง ใช้เวลาเที่ยวโดยรวมประมาณ 1–2 ชั่วโมง (หรือมากกว่านั้นหากเดินชมละเอียด)
วัดม่วง จังหวัดอ่างทอง ตั้งอยู่ในอำเภอวิเศษชัยชาญ เป็นวัดที่ถูกยกให้เป็นหมุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงศาสนาในภาคกลาง ด้วยภาพจำที่ชัดเจนที่สุดคือพระพุทธรูปสีทององค์มหึมาซึ่งตั้งตระหง่านจนมองเห็นได้จากระยะไกล ทันทีที่รถเลี้ยวเข้าใกล้เขตวัด ผู้มาเยือนจะสัมผัสได้ถึง “สเกล” ของพื้นที่ศรัทธาที่แตกต่างจากวัดทั่วไป เพราะองค์พระไม่ได้เป็นเพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับกราบไหว้เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ร่วมของผู้คนที่เดินทางมาจากหลายจังหวัดเพื่อมาสักการะ ทำบุญ และเติมพลังใจในแบบที่ศาสนสถานไทยทำได้อย่างงดงามเสมอ
สิ่งที่ทำให้วัดม่วงโดดเด่นระดับประเทศคือพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่คนส่วนใหญ่เรียกติดปากว่า “หลวงพ่อใหญ่” ซึ่งมีนามเต็มว่า “พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ” ขนาดขององค์พระเป็นรายละเอียดที่ควรรู้ก่อนเดินทาง เพราะช่วยให้จินตนาการภาพจริงได้ชัดขึ้น องค์พระมีความสูงจากฐานถึงยอดเกศาประมาณ 95 เมตร และหน้าตักกว้างราว 63 เมตร จึงเป็นพระพุทธรูปที่มีความยิ่งใหญ่จนทำให้หลายคนเลือกปักหมุดวัดม่วงเป็นเป้าหมายหลักของการมาเที่ยวอ่างทอง แม้จะไม่ใช่สายเที่ยววัดเป็นประจำก็ตาม เมื่อยืนอยู่บริเวณฐานแล้วเงยหน้ามองขึ้นไป ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมักเป็นความสงบปนความทึ่ง เพราะความใหญ่โตนั้นทำให้บรรยากาศโดยรอบดู “นิ่ง” และ “หนักแน่น” อย่างบอกไม่ถูก
หากย้อนมองประวัติของวัดม่วง จะเห็นว่าเรื่องราวของที่นี่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสร้างใหม่แบบฉับพลัน แต่เป็นภาพของการ “ฟื้นคืน” ศาสนสถานที่เคยมีรากเดิมมายาวนาน มีข้อมูลที่เล่าตรงกันว่าพื้นที่วัดม่วงเกี่ยวโยงกับช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา โดยวัดเคยเป็นวัดร้างหลังความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา วัดจำนวนมากในพื้นที่ภาคกลางเผชิญความเสียหายและถูกทิ้งร้างตามสภาพบ้านเมือง วัดม่วงก็อยู่ในภาพนั้นเช่นกัน ก่อนจะเริ่มกลับมามีชีวิตใหม่ในยุคปัจจุบันด้วยแรงศรัทธาของพระสงฆ์และชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญที่ทำให้ผู้มาเยือนเข้าใจว่า “ความยิ่งใหญ่ที่เห็นวันนี้” มีที่มา และมีผู้คนร่วมกันประคับประคองกว่าจะกลายเป็นวัดสำคัญระดับประเทศได้
การฟื้นฟูวัดม่วงในยุคใหม่ถูกเล่าอย่างชัดเจนว่าเริ่มต้นในปี 2526 จากบทบาทของ “หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ” หรือพระครูวิบูลอาจารคุณ ซึ่งเป็นพระที่เข้ามาริเริ่มบูรณะและพัฒนาวัด จนเกิดสิ่งปลูกสร้างสำคัญหลายจุดภายในพื้นที่วัด และแน่นอนว่าโครงการที่ผู้คนจดจำที่สุดคือการสร้างพระพุทธรูปหลวงพ่อใหญ่ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัดในเวลาต่อมา ภาพของการฟื้นฟูในลักษณะนี้สะท้อนวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือศาสนสถานจำนวนไม่น้อยไม่ได้เติบโตด้วยงบประมาณหรืออำนาจรัฐเป็นหลัก แต่เติบโตจาก “การรวมบุญ” และ “แรงศรัทธา” ของผู้คนที่เชื่อว่าการทำบุญร่วมกันสามารถสร้างสิ่งที่ยั่งยืนให้ชุมชนและพระศาสนาได้จริง
การสร้างหลวงพ่อใหญ่เป็นงานที่กินเวลายาวนาน และยิ่งทำให้เกิดความน่าเลื่อมใสเมื่อรู้รายละเอียดว่าโครงการนี้เดินหน้าด้วยศรัทธาจากผู้คนจำนวนมาก มีข้อมูลที่บอกว่าการก่อสร้างใช้เวลารวมประมาณ 16 ปี และแล้วเสร็จในปี 2550 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่รายละเอียดเชิงสถิติ แต่เป็น “รอยเท้าของเวลา” ที่บอกว่าทุกขั้นของการก่อสร้างต้องผ่านการระดมแรงสนับสนุน การจัดการพื้นที่ และความต่อเนื่องของเจตนารมณ์ ซึ่งสำหรับผู้มาเยือน การรับรู้เบื้องหลังเช่นนี้จะทำให้การยืนอยู่ต่อหน้าองค์พระมีความหมายมากกว่าการมองเห็นความใหญ่โตเพียงอย่างเดียว เพราะมันทำให้เห็นความพยายามร่วมกันของผู้คนที่ต่างอยากให้สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจของสังคม
เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่หลักของวัดม่วง สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ “จัดจังหวะ” ของการเที่ยวให้สอดคล้องกับธรรมชาติของสถานที่ วัดม่วงเป็นสถานที่ที่มีทั้งมิติศรัทธาและมิติท่องเที่ยว ผู้มาเยือนจำนวนมากมักตั้งใจมากราบหลวงพ่อใหญ่เป็นหลัก แล้วจึงเดินชมจุดต่าง ๆ ภายในวัดต่อ การเริ่มต้นด้วยการกราบไหว้อย่างสงบจะช่วยให้บรรยากาศโดยรวมกลมกลืน ไม่เร่งรีบ และยังเคารพพื้นที่ที่มีผู้คนมาทำบุญจริงจังอยู่ตลอดวัน หากตั้งใจขอพรหรือถวายสังฆทาน ควรเตรียมของให้เหมาะสมและทำด้วยความเรียบร้อย เพราะช่วงวันหยุดหรือเทศกาลสำคัญ ผู้คนจะค่อนข้างหนาแน่น การมีมารยาทที่ดีช่วยให้ทุกคนได้ใช้พื้นที่ร่วมกันอย่างสบายใจ
บริเวณหลวงพ่อใหญ่เหมาะกับการใช้เวลา “มองให้เต็มตา” เพราะองค์พระมีความอลังการจนรายละเอียดบางอย่างอาจหลุดสายตาได้ง่าย หากมัวแต่ถ่ายรูปอย่างเดียว หลายคนชอบยืนในมุมที่มองเห็นองค์พระเต็มองค์เพื่อเก็บภาพความยิ่งใหญ่ และอีกหลายคนเลือกเดินเข้าใกล้ฐานเพื่อสัมผัสบรรยากาศศรัทธาแบบใกล้ชิด จุดที่ควรสังเกตคือความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมกับการจัดพื้นที่ เพราะเมื่อองค์พระมีขนาดใหญ่ พื้นที่โดยรอบต้องถูกออกแบบให้รองรับคนจำนวนมากได้ ทั้งทางเดิน จุดพัก จุดทำบุญ และลานกิจกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้วัดม่วงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ศาสนพิธีและพื้นที่ท่องเที่ยวได้พร้อมกันโดยไม่ทับกันจนเกินไป
จากโซนหลวงพ่อใหญ่ การเดินชมภายในวัดม่วงมักจะพาไปพบสิ่งปลูกสร้างและการจัดแสดงหลายรูปแบบที่ทำให้วัดนี้ “เดินสนุก” กว่าวัดทั่วไปในความรู้สึกของนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภายในวัดมีจุดที่ผู้คนกล่าวถึงบ่อย เช่น วิหารและอุโบสถ รวมถึงพื้นที่ที่จัดแสดงประติมากรรมและภาพจำลองเชิงคติธรรมที่เชื่อมกับแนวคิดเรื่องผลของกรรม สวรรค์ นรก และโลกทิพย์ในความเชื่อของไทย จุดเหล่านี้ทำให้การมาเที่ยววัดม่วงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การไหว้พระ แต่ยังเป็นการ “อ่านคติธรรมผ่านภาพ” ซึ่งช่วยให้เด็กและครอบครัวเข้าใจเนื้อหาทางศาสนาได้ง่ายขึ้น เป็นลักษณะการสื่อสารธรรมะที่พบในวัดไทยสมัยใหม่หลายแห่ง แต่ที่วัดม่วงทำได้โดดเด่นเพราะพื้นที่ใหญ่และมีผู้มาเยือนต่อเนื่อง
สำหรับคนที่ตั้งใจมาในเชิงเรียนรู้ แนะนำให้เดินชมแบบค่อย ๆ ไล่จากจุดสำคัญไปสู่รายละเอียด เพราะหลายจุดในวัดม่วงมีนัยของการสอนใจอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงเรื่องแดนนรกที่สะท้อนผลของการกระทำ การจำลองแดนสวรรค์ที่ชวนให้คิดถึงเป้าหมายของการทำความดี หรือโซนเทพและเรื่องเล่าที่เชื่อมความเชื่อไทยกับจีนในแบบที่คนไทยคุ้นเคย การเดินชมอย่างมีสติจะทำให้การเที่ยว “ได้สาระ” มากขึ้น และยังทำให้เวลา 1–2 ชั่วโมงที่ใช้ในวัดไม่ผ่านไปแบบว่างเปล่า แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่ทั้งอิ่มใจและมีความหมาย
อีกมิติหนึ่งที่ทำให้คนชอบวัดม่วงคือความเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการมาเป็นกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่พาเด็กมาเที่ยว ผู้สูงอายุที่อยากมาทำบุญ หรือเพื่อน ๆ ที่อยากทำทริปวันเดียวใกล้กรุงเทพฯ เพราะบรรยากาศของวัดมีความ “เปิด” และ “รองรับผู้มาเยือน” ได้ดี พื้นที่กว้างทำให้เดินได้สะดวก และมีหลายจุดให้หยุดพัก ถ้าเดินทางช่วงเช้าตรู่หรือช่วงบ่ายแก่ ๆ จะได้อากาศที่สบายกว่า โดยเฉพาะวันที่แดดแรง การเผื่อหมวกหรือร่มติดรถไว้จะช่วยให้เดินชมได้ต่อเนื่องและไม่เหนื่อยเกินไป
การมาเยือนวัดม่วงยังเป็นโอกาสให้เห็นภาพของจังหวัดอ่างทองในมุมที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง อ่างทองเป็นจังหวัดขนาดไม่ใหญ่ แต่มีเสน่ห์แบบภาคกลางที่ชัดเจน ทั้งวิถีชุมชน ลำน้ำ ทุ่งนา และวัดที่มีเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก วัดม่วงจึงทำหน้าที่คล้าย “ประตู” ที่ทำให้คนต่างพื้นที่เริ่มสนใจอ่างทอง จากนั้นจึงค่อยต่อยอดไปยังวัดสำคัญอื่น ๆ ในจังหวัด เช่น วัดไชโยวรวิหาร วัดป่าโมกวรวิหาร หรือวัดขุนอินทประมูล ซึ่งสามารถจัดเป็นทริปไหว้พระ 1 วันได้ไม่ยาก หากวางแผนเวลาและเส้นทางให้ดี
ในด้านมารยาทการเข้าวัด วัดม่วงเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่แก่นของพื้นที่ยังเป็นศาสนสถาน จึงควรแต่งกายสุภาพตามธรรมเนียมวัดไทย เสื้อมีแขน กางเกงหรือกระโปรงยาวพอเหมาะ และหลีกเลี่ยงการใช้เสียงดังในโซนที่มีผู้ปฏิบัติศาสนกิจ หากพาเด็กมาด้วย การอธิบายให้เด็กเข้าใจว่า “บางพื้นที่เป็นที่กราบไหว้” จะช่วยให้บรรยากาศของวัดยังคงความสงบ แม้จะมีคนเยอะก็ตาม รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้ประสบการณ์การเที่ยววัดดีขึ้นทั้งกับตัวเราและคนรอบข้าง
สิ่งที่นักท่องเที่ยวมักทำเมื่อมาวัดม่วงคือการถ่ายรูปกับหลวงพ่อใหญ่ ซึ่งทำได้หลายมุม แต่ควรระวังไม่ยืนกีดขวางทางเดินและไม่ยืนโพสท่าที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่ศาสนา หากต้องการภาพที่เห็นองค์พระเต็มองค์ แนะนำให้ถ่ายจากระยะที่พอเหมาะเพื่อให้ได้สัดส่วนและไม่ต้องเงยกล้องมากเกินไป ส่วนคนที่อยากเก็บบรรยากาศศรัทธา แนะนำให้ถ่ายภาพ “ผู้คนทำบุญ” แบบไม่เจาะหน้าใครชัด ๆ จะได้ภาพเล่าเรื่องที่สุภาพและยังสื่อสารพลังของสถานที่ได้ดี
นอกจากความยิ่งใหญ่ขององค์พระ วัดม่วงยังเป็นตัวอย่างของศาสนสถานที่ทำหน้าที่ “ศูนย์กลาง” ของกิจกรรมทางสังคมในแบบไทย ๆ คือไม่ใช่แค่สถานที่ประกอบพิธีกรรม แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนเข้ามา “ทำบุญร่วมกัน” และรู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าเรื่องส่วนตัว การสร้างและดูแลพื้นที่ขนาดใหญ่ต้องอาศัยทั้งการบริหารจัดการและการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งในมุมหนึ่งสะท้อนว่าศาสนสถานไทยยังคงมีบทบาททางสังคมอยู่มาก แม้โลกภายนอกจะเปลี่ยนเร็วเพียงใดก็ตาม
การเดินทาง จากกรุงเทพฯ สามารถขับรถใช้ถนนสายเอเชีย (ทางหลวงหมายเลข 32) มุ่งหน้าเข้าสู่อ่างทอง จากนั้นเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางที่ไปอำเภอวิเศษชัยชาญ (มักใช้แนวทางหลวง 3195 ช่วงอ่างทอง–วิเศษชัยชาญ) แล้วสังเกตป้ายบอกทาง “วัดม่วง/หลวงพ่อใหญ่” ที่มีค่อนข้างชัดเจน ก่อนเลี้ยวเข้าไปยังเขตวัดอีกประมาณ 1 กิโลเมตร หากเดินทางจากตัวเมืองอ่างทอง ระยะทางโดยรวมไปวัดม่วงอยู่ราวหลักสิบกิโลเมตร ใช้เวลาขับรถไม่นานและเหมาะกับทริปเช้าไปเย็นกลับหรือทริปไหว้พระหลายวัดในวันเดียว ผู้ที่ต้องการเที่ยวแบบสบาย แนะนำให้ออกเดินทางเช้าเพื่อหลีกเลี่ยงแดดจัดและคนหนาแน่นช่วงสายถึงบ่าย
เมื่อวางแผนเวลาได้แล้ว การเที่ยววัดม่วงให้ครบมักใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง โดยแบ่งเวลาเป็นช่วงกราบหลวงพ่อใหญ่ เดินชมจุดจัดแสดงภายในวัด และแวะทำบุญตามกำลังศรัทธา หากมาเป็นครอบครัวหรือมีผู้สูงอายุ แนะนำให้เผื่อเวลาพักเป็นระยะ เพราะพื้นที่ค่อนข้างกว้าง แต่ข้อดีคือบรรยากาศโดยรวมไม่อึดอัด และผู้คนส่วนใหญ่มีเป้าหมายเดียวกันคือมาทำบุญ จึงทำให้การอยู่ในพื้นที่นานขึ้นก็ยังรู้สึกสงบและผ่อนคลาย
วัดม่วงจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะกับคนที่อยากเห็น “ความศรัทธาในรูปของสถาปัตยกรรม” อย่างชัดเจน เพราะหลวงพ่อใหญ่ไม่เพียงเป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่โตสะดุดตา แต่ยังเป็นผลลัพธ์ของการรวมแรงศรัทธาที่ทำให้วัดร้างกลับมาเป็นศูนย์กลางจิตใจของผู้คนอีกครั้ง เมื่อผู้มาเยือนได้กราบไหว้ เดินชม และรับรู้ที่มา ประสบการณ์จะไม่จบแค่ภาพถ่าย แต่จะกลายเป็นความทรงจำที่มีเนื้อหา ทั้งเรื่องประวัติ เรื่องศรัทธา และเรื่องความร่วมมือของผู้คนที่ทำให้สถานที่หนึ่ง “ยืนยาว” ได้ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว
| สรุปสถานที่ | วัดสำคัญของอ่างทองในอำเภอวิเศษชัยชาญ โดดเด่นด้วยพระพุทธรูปองค์มหึมา “หลวงพ่อใหญ่” หรือ “พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ” และมีจุดเดินชมเชิงคติธรรมภายในวัดหลายโซน |
| จุดเด่นของสถานที่ | หลวงพ่อใหญ่ (พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดมหึมา) / โซนเดินชมพุทธศิลป์และการจัดแสดงเชิงคติธรรม / เหมาะกับทริปไหว้พระ 1 วันใกล้กรุงเทพฯ |
| ที่อยู่ | อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง (บริเวณวัดม่วง) |
| วันเปิดทำการ | เปิดทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 06.00 – 18.00 น. |
| ผู้ดูแล/เจ้าอาวาส (ล่าสุด) | พระครูสุภัทรเขตสุนทร |
| เบอร์ติดต่อ | 035-631-556 |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าชมและทำบุญได้ |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ) | 1) วัดขุนอินทประมูล – 15 กม. 2) ตลาดศาลเจ้าโรงทอง – 9 กม. 3) ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ – 20 กม. 4) วัดป่าโมกวรวิหาร – 28 กม. 5) วัดไชโยวรวิหาร – 30 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | 1) ร้านนิรมิต (อ่างทอง) – 12 กม. – 081-852-4777 2) the lao cafe & resort (อ่างทอง) – 10 กม. – 083-426-6362 3) suk arrom cafe (อ่างทอง) – 14 กม. – 098-323-9979 4) notre maison (อ่างทอง) – 11 กม. – 064-497-1709 5) ศานติ cafe (อ่างทอง) – 16 กม. – 084-291-6991 |
| ที่พักใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | 1) จัมโบ้วิลล่า รีสอร์ท – 12 กม. – 085-944-1244 2) โรงแรมบัวหลวงอ่างทอง – 22 กม. – 035-611-116 3) บัวหลวงบูทีค รีสอร์ท อ่างทอง – 24 กม. – 035-949-850 4) เดอะสตรองรูมรีสอร์ท (อ่างทอง) – 23 กม. – 061-671-3991 5) blue house อ่างทอง – 22 กม. – 080-640-9465 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดม่วง (หลวงพ่อใหญ่) อยู่ที่ไหน?
ตอบ: อยู่ในอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เป็นวัดแลนด์มาร์กสำคัญที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ “หลวงพ่อใหญ่” ตั้งเด่นเห็นได้จากระยะไกล
ถาม: วัดม่วงเปิดทุกวันไหม และเปิดกี่โมง?
ตอบ: เปิดทุกวัน โดยเวลาเปิดทำการประมาณ 06.00 – 18.00 น.
ถาม: ไฮไลต์หลักของวัดม่วงคืออะไร?
ตอบ: ไฮไลต์คือการสักการะหลวงพ่อใหญ่ หรือพระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ และเดินชมจุดจัดแสดงเชิงคติธรรมภายในวัด
ถาม: ควรเผื่อเวลาเที่ยววัดม่วงนานแค่ไหน?
ตอบ: โดยทั่วไปเผื่อเวลา 1 – 2 ชั่วโมงจะไหว้พระ เดินชม และเก็บบรรยากาศได้ค่อนข้างครบ (หากเดินละเอียดอาจใช้เวลามากขึ้น)
ถาม: แต่งกายอย่างไรให้เหมาะกับการเข้าวัดม่วง?
ตอบ: แต่งกายสุภาพ เสื้อมีแขน กางเกงหรือกระโปรงยาวระดับเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการใช้เสียงดังในโซนศาสนสถาน
ถาม: ไปวัดม่วงจากกรุงเทพฯ ขับรถเส้นไหนสะดวก?
ตอบ: โดยมากใช้ถนนสายเอเชีย (ทางหลวง 32) เข้าจังหวัดอ่างทอง แล้วต่อเส้นทางไปอำเภอวิเศษชัยชาญ (แนวทางหลวง 3195 ช่วงอ่างทอง–วิเศษชัยชาญ) และตามป้าย “วัดม่วง/หลวงพ่อใหญ่”
แสดงความเห็น
อัลบั้มรูป(18) 
| | ● ช่างภาพ: Damrong Owarakorn ● ลิงค์: facebook.com/damrong.owarakorn ● ที่มา: pixpros.net |
| | ● ช่างภาพ: Navin Voranavin ● ลิงค์: facebook.com/navinpeep ● ที่มา: pixpros.net |
| | ● ช่างภาพ: Nitipol Temprim ● ลิงค์: facebook.com/nitipol.temprim ● ที่มา: pixpros.net |
| | ● ช่างภาพ: Watid Viriyasakunkosol ● ลิงค์: 500px.com/birdsurreal ● ที่มา: pixpros.net |
| ● ช่างภาพ: Q Taro ● ลิงค์: pixpros.net/forums/showthread.php?t=5540 ● ที่มา: pixpros.net |
| | ● ช่างภาพ: Monikon ● ลิงค์: pixpros.net/forums/showthread.php ● ที่มา: pixpros.net |
● ลิขสิทธิ์ภาพเป็นของช่างภาพ (800*500)
● ดูภาพขนาดเต็มได้จากแฟนเพจของช่างภาพ
● ดูภาพขนาดเต็มได้จากแฟนเพจของช่างภาพ
| คำค้น (ขั้นสูง) |
Facebook Fanpage



หมวดหมู่:
กลุ่ม: 

















ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(
พระราชวัง(
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(
พิพิธภัณฑ์(
บ้านโบราณ และเมืองโบราณ(
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(
โครงการในพระราชดำริ
โครงการหลวง(
วิถีชีวิต
หมู่บ้าน ชุมชน(
ตลาดท้องถิ่น(
ตลาดน้ำ(
ธรรมชาติ และสัตว์ป่า
แม่น้ำลำคลอง(
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(
บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร
ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(
กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมผจญภัย(
ช้อปปิ้ง
ช้อปปิ้ง และตลาดกลางคืน(
บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(
เมนูอาหารภาคกลาง, สูตรอาหารภาคกลาง(